ตำนานพระแก้วมรกต

         สูง 66 เซนติเมตร
          กว้าง 48 เซนติเมตร
          พระแก้วมรกต หรือพระมหามณีพุทธปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย ตั้งแต่สมัยโบ
          ราณ มีตำนานที่กล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้มากมายหลายเล่ม ความในหนังสือแต่ละเล่มก็อาจจะมีผิด
          แผกแตกต่างกันบ้าง เป็นธรรมดาของการตีความที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้แปลที่แตกต่างกัน ทั้งทาง
          ด้านสิ่งแวดล้อมและยุคสมัยที่ต่างกัน ทำให้เรื่องราวของพระแก้วมรกตที่ออกมานั้น ค่อนข้างจะสับสน
          เอาการ ประกอบกับเรื่องของพระแก้วมรกตที่เราได้ศึกษากันในชั้นหลังนั้นมักเป็นของที่ฝรั่งที่ได้เรียบ
          เรียงเอาไว้ และมีปัญหาว่า การเรียบเรียงที่ทำโดยฝรั่งนั้น เป็นการมองด้วยสายตาฝรั่งซึ่งมักจะมีความ
          ผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย แต่เราก็ยังอาศัยบทความเหล่านั้นมาอ้างอิงกันเสมอ ด้วยความที่นับถือว่า ฝรั่ง
          เป็นผู้รู้ทำอะไรเป็นถูกไปหมดและพากันเชื่อไปหมด ฝรั่งว่าอะไรเราก็ว่าตามกันไปอย่างนั้น ถึงกับว่า
          ถ้าเกิดมีใครที่มีทฤษฏีใหม่ๆมาแย้งกับของที่ฝรั่งทำไว้ คนๆนั้นอาจจะเสียคนไปเลยก็ได้

          ในเรื่องของพระแก้วมรกตที่จะนำเสนอในที่นี้นั้น ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงมาจากหนังสือหลายเล่ม โดยมาก
          เป็นหนังสือที่แต่งโดยคนไทย และมีมุมมองที่มีเหตุผลคล้องจองกันเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้อง
          แบ่งตำนานออกเป็น 2 ตอนอยู่ดี คือตั้งแต่เริ่มสร้าง ถึงตอนที่มาถึงเมืองเชียงราย เป็นตอนที่ 1และตอน
          ต่อจากเมืองเชียงรายเป็นตอนที่ 2 เนื่องจากตอนที่ 1 นั้น ยังเป็นเพียงตำนานเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานที่
          มีเอกสารอ้างอิง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นตำนานที่น่าเชื่อถือได้มากทีเดียว ส่วนตอนที่ 2 เป็นตอนที่มีเอกสาร
          หลักฐานแน่นหนา จึงไม่อาจมีข้อโต้แย้งใดๆได้

          การนำเสนอเรื่องพระแก้วมรกตต่อไปนี้ ข้าพเจ้าคงจะใช้การเล่าเรื่อง ประกอบการวิเคราะห์ไปในคราว
          เดียวกัน ขอท่านทั้งหลายโปรดอ่าน แล้วใช้วิจารณญาณเอาตามอัธยาศัย

          เปิดตำนาน
          เริ่มจากการที่พระนาดเสน ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัย 500 ปี หลังพุทธกาลเกิดมีความ
          คิดที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ให้ยืนยงอยู่จนสิ้น 5000 ปีพุทธกาล ครั้นจะสร้างพระด้วยโลหะมีค่า
          ที่นิยมทำกันทั่วไป ก็กลัวว่าจะสูญสลายได้ง่าย เพราะอาจจะมีใครในกาลข้างหน้ามาทำให้พระพุทธรูปที่
          จะสร้างด้วยโลหะนี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้ จึงมีความคิดที่จะสร้างพระพุทธรูปด้วยหินที่มีค่า ก็ยังติด
          อยู่ว่า จะเอาหินนั้นมาจากไหน

          เมืองที่พระนาดเสนอาศัยอยู่นั้น ชื่อเมือง ปาตะลีบุตร สันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองอยู่แถวๆเมืองไชยาหรือ
          รอบๆบริเวณนั้น

          ตำนานยังกล่าวถึงเมือง ลังกาทวีปกัมโพชวิสัย ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็
          ได้ความว่าเมืองนี้น่าจะเป็นเมืองนครศรีธรรมราช ในแหลมมลายูที่หนังสือบางเล่มบอกว่าพระพุทธรูป
          องค์นี้ ถูกสร้างมาจากเมืองลังกานั้น ก็เป็นเพราะมีตำนานบางเล่มกล่าวชื่อเพียงว่า ลังกาทวีป ไม่มีคำ กัมโพชวิสัย ต่อท้าย จึงเหมาเอาว่า
          พระพุทธรูปองค์นี้มาจากลังกา

          ครั้นเมื่อพระอินทราชาทรงทราบว่า พระนาคเสนจะสร้างพระพุทธรูปด้วยหินมีค่า แล้วไม่รู้จะเอาหิน
          มาจากไหน ท่านจึงมาหาพระนาคเสนพร้อมด้วยพระวิษณุ แล้วเสนอตัวช่วย จากนั้น พระอินทราชา
          พร้อมพระวิษณุก็เสด็จไปนำหินมาจากเขาชื่อ วิบลบรรพต อันว่าเขาลูกนี้นั้นคือเขาที่อยู่ที่แคว้นยูน
          นานทางใต้ของจีน ตามตำนานบอกว่าอยู่ที่เมืองราชครึ และเมืองที่ว่านี้คือเมืองที่เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของ
          คนไทในยูนนานมาก่อน เมื่อไปถึงเขาวิบลบรรพตแล้ว ผู้ที่รักษาแหล่งหินอยู่ก็แจ้งให้พระอินทราชาได้
          ทรงทราบว่าหินที่ท่านตั้งใจจะมาเอานั้น ได้มีการรักษาไว้เพื่อถวายให้กับพระเจ้าแผ่นดินของที่นั่น ซึ่งก็
          หมายถึงฮ่องเต้ ดังนั้น พระอิทราชาจึงได้มาแต่หินที่มีค่ารองลงไปคือ มรกต ซึ่งก็ถือว่าเป็นหินที่มีค่า
          มาก เมื่อได้หินมาแล้ว ก็นำกลับมาถวายแด่พระนาดเสน แล้วพระวิษณุก็แปลงเป็นคนธรรมดา อาสา
          แกะหินนั้นให้เป็นองค์พระ พระนาคเสนก็อนุญาต

          พระนามพระอินทราชาและพระวิษณุกรรมที่ปรากฏในตำนานนั้น กล่าวกันว่า เสด็จลงมาจากสรวง
          สวรรค์ เมื่อเทียบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้ว เราก็พบว่า มีกษัตริย์ชื่อพระอินทราชาและมีพระ
          โอรสนามว่าพระวิษณุอยู่จริง อาจจะเป็นไปได้ว่า สรวงสวรรค์ที่เสด็จลงมานั้น คือเสด็จมาจากปราสาท
          ราชวังของพระองค์เอง ประกอบกับบ้านเมืองในเวลานั้นมีความสุขสงบ เปรียบได้ดังสรวงสวรรค์ จึงได้
          เปรียบไปว่า พระองค์เป็นองค์อินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์

          ในตำนานกล่าวว่า พระนาคเสนได้อัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าออกมาทำการสักการะบูชา
          จำนวนทั้งหมด 7 องค์ เสร็จแล้วจึงอาราธนาพระบรมธาตุทั้ง 7 นั้นให้เข้าไปประดิษฐานอยู่ในองค์
          พระพุทธรูปนั้น แล้วพระนาคเสนก็กล่าวแก่คนทั้งปวงว่า อันพระพุทธรูปองค์นี้นั้น จะไม่ได้อยู่ในเมือง
          ปาตะลีบุตรนี้ดอก แต่จะเสด็จไปโปรดสัตว์ยัง 5 ประเทศดังนี้ คือ
          1. ลังกาทวีปกัมโพชวิสัย (เมือง นครศรีธรรมราช)
          2. กรุงศรีอยุธยาวิสัย
          3. โยนกวิสัย
          4. สุวรรณภูมิวิสัย
          5. ปมหลวิสัย
          หลังจากนั้นอีก 300 ปี (พ.ศ. 800) ในเมืองปาตลีบุตรเกิดมีศึกสงครามความไม่สงบเกิดขึ้น ผู้คนจึง
          พากันนำพระแก้วมรกตนั้นหนีออกจากเมืองไปไว้ยังลังกาทวีปกำโพชวิสัย (นครศรีธรรมราช) พร้อม
          ด้วยพระไตรปิฏกอีกชุดหนึ่ง

          200 ปีต่อมา (ประมาณพ.ศ.1000) มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่า พระเจ้าอนุรุธ ครองเมืองพุกาม (คนละองค์กับพระเจ้าอนุรุธที่สถาปนาจุลศักราช)
          มีพระภิกษุรูปองค์หนึ่ง นามว่า พระสีลขัณฑ์ อาศัย
          อยู่ในเมืองพุกามนั้น ค้นพบว่า พระไตรปิฏกที่มีใช้กันในเมืองนั้น ไม่ถูกต้องนัก และทราบด้วยว่าของ
          จริงที่ถูกนั้น อยู่ที่เมืองลังกาทวีปกัมโพชวิสัย จึงนำความนั้นกราบทูลพระเจ้าอนุรุธ พระเจ้าอนุรุธก็เห็น
          ด้วย พระองค์จึงส่งเรือสำไปยังเมืองลังกาทวีปล่วงหน้าไปก่อน เมื่อพระองค์คำนวณว่า เรือที่ส่งไปนั้นน่า
          ที่จะถึงเมืองลังกาทวีปแล้ว พระองค์จึงขึ้นม้าอัสดร แล้วเหาะไป จึงไปถึงยังเมืองลังกาทวีปนั้นในวันเดียว
          กัน (พระองค์ส่งทัพเรือล่วงหน้ามาก่อน แล้วจึงยกทัพบกและทัพม้าตามมาทีหลังซึ่งทำเวลาได้ดีกว่า แล้ว จึงมาถึงเมืองลังกาทวีปในเวลาเดียวกัน)
          เมื่อมาถึงแล้ว พระเจ้าอนุรุธก็ทำการเจรจากับเจ้าเมืองลังกา
          ทวีป โดยขอให้พระสีลขัณฑ์ได้บวชให้ถูกต้องตามอย่างพระไตรปิฏกฉบับที่ถูก และขอคัดลอกพระไตรปิ
          ฏกนั้น เพื่อนำกลับไปยังพุกามประเทศ พระเจ้ากรุงลังกาทวีปก็ตกลง แล้วจึงเริ่มทำการคัดลอก รวมทั้ง
          จัดการบวชพระที่มาจากพุกามรวม 8 รูป รวมทั้งพระเจ้าอนุรุธก็ได้ร่วมทำการเขียนพระไตรปิฏกด้วย
          พระองค์เองด้วย

          เมื่อคักลอกพระไตรปิฏกเสร็จแล้ว พระเจ้าอนุรุธก็เดินทางกลับเมืองพุกาม แต่ได้ขอเอาพระแก้วมรกต
          ไปด้วย โดยจัดสำเภาลำหนึ่งสำหรับบรรทุกพระแก้วมรกตและพระไตรปิฏกที่ชาวพุกามเป็นผู้คัดลอก
          ส่วนอีกลำหนึ่งก็บรรทุกพระ 8 รูปที่มาบวชที่เมืองลังกาและพระไตรปิฏกที่ชาวลังกาเป็นผู้เขียน แล้วให้
          สำเภาทั้ง 2 ลำนั้นออกเดินทางออกจากเมืองลังกาทวีป ส่วนพระองค์เองก็ขึ้นม้าเหาะกลับมารออยู่ที่
          เมืองพุกาม

          สำเภาดังกล่าวนั้น มีเพียงลำเดียวเท่านั้นที่ไปถึงเมืองพุกาม คือลำที่บรรทุกพระ 8 รูปและพระไตรปิ
          ฏกที่ชาวลังกาเป็นผู้เขียน ส่วนอีกลำหนึ่ง ซึ่งบรรทุกพระแก้วมรกตกับพระไตรปิฏกที่ชาวพุกามเป็นผู้
          เขียนนั้น ได้พลัดหลงเข้าไปถึงเมืองอินทปัตนคร (เมืองลังกาทวีปนั้น หมายถึงเมืองนครศรีธรรมราช
          จริง เนื่องจากเห็นได้ว่า สำเภานั้นไปเข้าปากน้ำบัณฑายมาศ เมืองอินทปัตโดยง่าย เมืองอินทปัตนี้
          คือเมืองเขมร ซึ่งเป็นคำเรียกของคนไทยโบราณที่ไม่ยอมเรียกเมืองว่าเขมร แต่เรียกว่า อินทปัต แทน)

          เมื่อรู้ไปถึงพระเจ้าอนุรุธ พระองค์ก็เสด็จไปถึงเมืองอินทปัตโดยขี่ม้าเหาะไปเพียงลำพัง เพื่อทวงเอาพระ
          แก้วมรกตนั้น แต่เจ้าเมืองอินทปัตไม่ยอมคืนให้ในชั้นแรก พระเจ้าอนุรุธจึงทำอิทธิฤทธิให้เจ้าเมืองอินท
          ปัตเห็น เจ้าเมืองอินทปัตเห็นแล้วเกิดความกลัว จึงยอมคืนให้ แต่ให้ข้าหลวงมาบอกพระเจ้าอนุรุธว่า
          พระเจ้าอนุรุธเดินทางมาโดยลำพังคงไม่สะดวกที่จะนำสำเภาและของทั้งหมดที่บรรทุกอยู่นั้นกลับไปได้
          โดยพระองค์เอง จึงขอให้พระองค์กลับไปก่อน แล้วจะจัดส่งสำเภาพร้องพระแก้วมรกตและของทั้งหมด
          ตามไปภายหลัง เมื่อสำเภาดังกล่าวเดินทางมาถึงพุกามแล้ว พระเจ้าอนุรุธก็พบว่าในสำเภานั้นไม่มี
          พระแก้วมรกตมาด้วย พระองค์ก็เสียพระทัยมาก แต่ก็คิดว่า พระองค์คงไม่มีวาสนาที่จะได้พระแก้วองค์
          นี้มาปฏิบัติบูชา จึงตัดใจเสียคิดว่าเจ้าเมืองอินทปัตคงจะปฏิบัติบูชาพระแก้วนั้นได้อย่างดี พระแก้ว
          มรกตจึงประดิษฐานอยู่ที่เมืองอินทปัติ (เขมร) ตั้งแต่บัดนั้น

          จนถึงสมัยพระเจ้าเสนก กษัตริย์เมิองอินทปัต พระองค์ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมฆ่าคนโดยไม่มีความ
          ผิด พระยานาคซึ่งรักษาเมืองอยู่ก็โกรธ จึงบันดาลให้มีน้ำมาท่วมเมืองหมด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก และมีผู้นำเอาพระแก้วมรกตหนีน้ำไปไว้ ณ
          ตำบลที่อยู่เหนือขึ้นไป

          เรื่องที่น้ำท่วมเมืองเขมรนี้ ความจริงคือการที่พวกเขมรบุกเข้ามายึดเมืองอินทปัตได้ เขมรพวกแรกเป็น
          พุทธ คนละพวกกันกับพวกหลัง เมื่อพวกหลังซึ่งไม่ใช่พุทธ แต่เป็นพวกฮินดูยึดเมืองได้แล้ว ก็คงจะทำการ
          กวาดล้างพวกชาวพุทธ ผู้ที่รักษาพระแก้วมรกตอยู่ จึงได้นำพระแก้วมรกตหนีไปอยู่ทางเหนือ คือ ตำบล
          ที่เรียกว่า ตาแก้ว หลังจากที่พระเจ้าอาทิตยราชจากอโธยาเข้ามาช่วยไว้ได้แล้ว จึงโปรดให้สร้างปราสาท
          ตาแก้วไว้เป็นอนุสรณ์

          เมื่อพระเจ้าอาทิตยราช ผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองอโธยาทรงทราบเรื่อง ก็ได้เสด็จมาทรงช่วยแล้วจึงนำเอา
          พระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานไว้ที่เมืองอโยธยาด้วย พระแก้วมรกตจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่เมือง อโธยา
          ตั้งแต่นั้น จนได้หลายชั่วกษัตริย์

          สมัยต่อมา เจ้าเมืองกำแพงเพชรก็ได้ลงมาขอเอาพระแก้วมรกตไปรักษาไว้ที่เมืองกำแพงเพชรเป็นอย่าง
          ดี จนเมื่อเจ้าราชบุตรของเจ้าเมืองกำแพงเพชรได้จำเริญวัยขึ้นแล้ว จึงได้ไปครองเมืองละโว้ ต่อมาเจ้า
          ราชบุตรที่ได้ไปครองเมืองละโว้นั้น ก็ได้กราบทูลขอพระแก้วมรกตแก่พระราชบิดา พระราชบิดาก็ทรง
          อนุญาต พระแก้วมรกตจึงได้ประดิษฐานที่เมืองละโว้ แต่เจ้าราชบุตรนั้นคงปฎิบัติบูชาพระแก้วมรกต
          นั้นได้เพียง 1 ปีกับ 9 เดือนเท่านั้น ด้วยคงจะเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีความสำคัญนัก เห็นเหลือกำ
          ลังที่จะรักษาเอาไว้ได้ หากมีภัยอันตรายใดๆอันอาจจะเกิดแก่พระแก้วมรกตนั้น เจ้าราชบุตรนั้นจึงได้
          อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับคืนแก่พระราชบิดา พระแก้วมรกตจึงกลับมาประดิษฐานที่กำแพงเพชรตาม
          เดิม

          ทางเจ้าเมืองเชียงราย เมื่อรู้ข่าวว่าพระแก้วมรกตกลับมาอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรแล้ว ก็ลงมาขอเอาพระ
          แก้วมรกตไปรักษาไว้ยังเมืองเชียงราย อยู่ต่อมา ทางเมืองเชียงรายเกิดสงครามรบพุ่งกับเจ้าเมืองเชียง
          ใหม่ แล้วคงจะมีใครอัญเชิญพระแก้วมรกตนั้นเอาไปหลบซ่อนไว้ โดยการเอาปูนมาพอกองค์ แล้วประ
          ดิษฐานไว้ในเจดีย์องค์หนึ่ง เมื่อสงครามระหว่างเชียงใหม่กับเชียงรายสงบแล้ว เชียงรายก็เข้าไปอยู่ใน
          อานัติของเชียงใหม่ตามเดิม พระเจ้าเชียงใหม่ก็เสด็จเข้ามายังเมืองเชียงราย วันหนึ่งได้เกิดอัสนีต้องลง
          ที่พระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระแก้วนั้นแตกออก พระเจ้าเชียงใหม่จึงพบว่า เป็นพระแก้วมรกตองค์สำคัญ
          จึงคิดจะอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เชียงใหม่

          เรื่องดังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่มีผู้บันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

          ขณะนั้น พุทธศาสนาล่วงแล้วประมาณ 2000 ปี พระเจ้าเชียวใหม่จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาไว้
          ที่เมืองเชียงใหม่ โดยอัญเชิญไว้บนหลังช้าง แล้วออกเดินทางจากเมืองเชียงรายลงมา ผ่านเมืองลำปาง เมื่อขบานอัญเชิญเดินทางมาถึงเมืองลำปาง
          บริเวณวัดดอนชมพู ช้างสำคัญที่อัญเชิญพระแก้วมรกตลง
          มานั้นก็ไม่มีอาการขยับเขยื่อนเต่อย่างใด ไม่ว่าใครจะทำประการใด ช้างนั้นก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
          จนเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงต้องอัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาประดิษฐานไว้ที่วัดดอนชมพู เมืองลำปางนั้น วัดดอนชมพูคือวัดพระธาตุดอนเต้าในปัจจุบัน

          เวลาผ่านไป 32 ปี ทางเชียงใหม่ก็เปลี่ยนกษัตริย์ และกษัตริย์พระองค์ใหม่ก็ได้เสด็จมาทรงอัญเชิญพระ
          แก้วมรกตออกจากเมืองลำปาง แล้วไปประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงใหม่เป็นผลสำเร็จ พระแก้วมรกตจึงประ
          ดิษฐานอยู่ในเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นต่อมาอีก 84 ปี

          ต่อมาเมื่อเชียงใหม่ขาดกาตริย์ที่จะครองเมือง ทางเชียงใหม่จึงขอพระไชยเชษฐามาจากเมืองศรีสัตนา
          คนหุต ให้มาครองเมืองเมื่อมีพระชนมได้ 12 พรรษาพระเจ้าไชยเชษฐามีพระมารดาเป็นพระราชธิดา
          ของกษัตริย์เชียงใหม่องด์ก่อน และไปเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโพธิสารแห่งเมืองศรีสัตนคนหุต

          อยู่ต่อมาอีก 3 ปี พระเจ้าโพธิสารก็ถึงกาลสวรรคต และเจ้าราชบุตรองค์หนึ่งได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อมา
          และเจ้าราชบุตรอีกองค์หนึ่งก็เป็นเจ้าครองเมืองเวียงจันทน์ แล้วจึงส่งข่าวไปบอกแก่พระไชยเชษฐา พระ
          ไชยเชษฐาจึงได้เสด็จกลับมายังเมืองศรสัตนาคนหุติเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระราชบิดา พร้อมกัน
          นั้น พระองค์ก์ทรงพระวิตกว่า เมือ่กลับไปยังเมืองศรีสัตนาคนหุติแล้ว ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเมี่อใดจะได้
          กลับมายังเชียงใหม่อีก พระองค์จึงได้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตไปไว้ยังเมืองศรีสัตนาคนหุติด้วยใน
          คราวเดียวกันนั้น และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตให้ประดิษฐานอยู่บนปราสาทหลังเดียวกันกับที่ประดิษ
          ฐานพระแซกคำอยู่ก่อนแล้ว (พระแซกคำนี้ก็ได้มาจากเมืองเชียงใหม่เช่นเดียวกัน) และพระไชยเชษฐา
          ก็ประทับอยู่ที่เมืองศรีสัตนาคนหุติเป็นเวลา 3 ปี ในระหว่างนั้น ทางเมืองเชียงใหม่ก็ขาดกษัตริย์อีก ชาวเมืองจึงนิมนต์พระเมกุฏิให้ลาสิกขา
          แล้วให้ครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระไชยเชษฐาทรงทราบเรื่อง
          ก็โกรธ จึงยกทัพเข้ามา หมายจะตีเอาเมืองเชียงใหม่ โดยยึดเอาเมืองเชียงแสนเอาไว้ก่อน ฝ่ายพระเม
          กุฏิ เมื่อทราบว่า พระไชยเชษฐายกทัพเข้ามาและยึดเมืองเชียงแสนได้แล้ว ก็เกิดคามกลัว จึงเจรจาขอ
          ความคุ้มครองจากเมืองอังวะ ทางพม่าจึงส่งทหารเข้ามาช่วย ฝ่ายพระไชยเชษฐา เมื่อทราบว่ามีพม่าเข้า
          มาช่วย ก็วิตกว่าจะกลายเป็นศึกใหญ่ จะเสียไพร่พลของทั้งเมืองศรีสัตนาคนหุติ ซึ่งเป็นของพระราชบิดา และไพร่พลของเมืองเชียงใหม่
          อันเป็นของพระราชมารดาเป็นอันมาก จึงได้แต่เสด็จประทับอยู่ที่เมือง
          เชียงแสนนั้นเป็นเวลาอีก 9 ปีแล้วจึงเสด็จกลับยังเมืองศรีสัตนาคนหุติ

          เมื่อกลับมายังเมืองศรีสัตนาคนหุติแล้ว ก็ทรงเล็งเห็นว่า อันเมืองนี้นั้น มีความคับแคบ จึงได้ย้ายไป
          ครองเมืองเวียงจันทน์ และแต่งเมืองเวียงจันทน์จนกลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างตั้งแต่
          นั้น พร้อมกันนั้น ก็ได้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตขึ้นไปไว้ยังเมืองเวียงจันทน์ด้วย พระแก้วมรกตจึงประ
          ดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นับแต่นั้น เวลาก็ล่วงมาอีก 219 ปี

          ในสมัยกรุงธนบุรี เมืองลาวเกิดมีเรื่องกับไทย ทางธนบุรีจึงส่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกออกไป
          ปราบ เมื่อชนะศึกแล้ว ท่านจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตนั้น กลับประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี นับเป็นการอัญ
          เชิญพระแก้วมรกตกลับมาสู่แผ่นดินไทยอีกครั้ง หลังจากที่ต้องประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์เป็นเวลาถึง
          219 ปี จนเมื่อท่านสร้างเมืองใหม่คือ กรุงเทพมหานคร แล้ว ท่านจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตข้ามแม่น้ำ
          มาประดิษฐานไว้ยังฝั่งกรุงเทพฯ คือในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน

          เมื่อคราวที่ไทยแพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ไทยต้องคืนดินแดนลาวให้แก่ฝรั่งเศษและทาง
          ฝ่ายฝรั่งเศษก็ได้เรียกร้องที่จะเอาพระแก้วมรกตกลับไปประดิษฐานในเมืองลาวด้วย มีการประชุมตกลง
          กันที่ประเทศศรีลังกา ในที่สุด ทางฝ่ายไทยจึงได้แจ้งให้ทางฝรั่งเศษทราบว่า พระแก้วมรกตมรกตองค์นี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาในดินแดนไทย
          และเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนไทยเป็นเวลานาน จนเมื่อพระไชยเชษฐา
          เสด็จกลับไปลาวนั้น พระองค์ก็ได้นำเอาพระแก้วมรกตองค์นี้กลับไปลาวด้วย จึงถือว่า พระแก้วมรกตเป็น
          สมบัติของไทย ไม่ใช่ของลาว ทางฝรั่งเศสจึงยอมตามที่ไทยแจ้งนั้น