กลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก
ภูมิภาคเอเชีย
ภูมิภาคตะวันออกกลาง
ภูมิภาคยุโรป
ภูมิภาคอเมริกา
ภูมิภาคแอฟริกา


           การก่อการร้ายระหว่างประเทศ ลดจำนวนความถี่ของปฏิบัติการลงจาก ในอดีตแต่ความรุนแรงของการก่อการร้ายกลับเพิ่มมากขึ้น และยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงที่คุกคาม ความสงบสุข ของประชาคมโลก การก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ การวางระเบิด การจู่โจมด้วยกำลังอาวุธ และการใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Mass Destructive Weapon) อาทิ อาวุธเคมีและชีวภาพ ยังคงเป็นสาเหตุของความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

          ขณะเดียวกัน แม้ว่ากลุ่มก่อการร้ายที่มีชื่อเสียง และเป็นภัย คุกคามร้ายแรงในอดีต อาทิองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestinian Liberation Organization - PLO) จะวางอาวุธ และยุติการต่อสู้ด้วยวิธีการก่อการร้าย แต่ในทุกภูมิภาคทั่วโลกก็ยังคงมีกลุ่มหัวรุนแรงอีกหลายกลุ่มที่ยังคงใช้วิธีการก่อการร้ายเพื่อ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน
          ปัจจุบัน กลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ มีดังนี้


ภูมิภาคเอเชีย [TOP]
     1.  กลุ่มโอมชินริเคียว (Aum Shinrikyo)
    2. กองทัพแดงญี่ปุ่น (Japanese Red Army - JRA)  
    3. กลุ่มก่อการร้ายชาวซิกข์ (Sikh Terrorism)
    4. กลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคชเมียร์  (Kashmir Separatism)
    5. กลุ่มแบ่งแยกดินแดนนาคาแลนด์  (Nagaland Separation)
    6. กลุ่มโมฮาจีร์ อวามี  (Mohajir Qaumi Movement - MQM)
    7. กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม (The Liberation Tigers of Tamil Eelam)
      

  

           ภูมิภาคเอเชีย 1. กลุ่มโอมชินริเคียว (Aum Shinrikyo)[ United States , Department of State ,"Pattern of Global Terrorism 1997" , (1998) , p. 56}]
           เป็นกลุ่มลัทธิความเชื่อ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยึดครองญี่ปุ่น และโลกในที่สุด กลุ่มโอมชินริเคียว จัดโครงสร้างตามระบบบริหารประเทศโดยมีศาสดานายโชโกะ อาซาฮารา (Shoko Asahara) เจ้าของลัทธิเป็นประมุข ปกครองสมาชิก หรือสาวกทั้งหลายซึ่งลุ่มหลงในคำสั่งสอน ของศาสดาอย่างคลั่งไคล้ เมื่อปี 2531 กลุ่มโอมชินริเคียว ลงทะเบียนเป็น กลุ่มศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของญี่ปุ่น และต่อมามีบทบาททางการเมืองอย่างมากในระหว่างการ .เลือกตั้งท้องถิ่นของญี่ปุ่น เมื่อปี 2533 อย่างไรก็ตาม ในปี 2538 กลุ่มโอมชินริเคียว ถูกถอดถอน ทะเบียนจากการเป็นกลุ่มศาสนา แต่จนกระทั่งปี 2540 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังมิได้ประกาศให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนอกกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อ 20 มีนาคม 2538 สมาชิกกลุ่ม โอมชินริเคียว ลอบวางก๊าซพิษซาริน ในสถานีรถไฟใต้ดินในโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 5,000 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายโชโกะ อาซาฮารา ศาสดาของลัทธิเมื่อพฤษภาคม 2538 และดำเนินคดีในข้อหา วางแผนลอบ
วางก๊าซพิษดังกล่าว ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มโอมชินริเคียวยังมิได้ถูกจับกุม และยังคงมีเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น

            กลุ่มโอมชินริเคียว อ้างว่ามีสมาชิก ทั้งหมดปี 2538 ขณะเกิดเหตุการณ์ลอบวางก๊าซซาริน จำนวนประมาณ 9,000 คน ที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น กับทั้งมีสมาชิกทั่วโลกอีกประมาณ 40,000 คน ส่วนจำนวนสมาชิกปัจจุบันยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเท่าใด

            พื้นที่ปฏิบัติ การของกลุ่ม โอมชินริเคียวอยู่ในญี่ปุ่น แต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ลอบวางก๊าซพิษ ซาริน มีการตรวจ พบสมาชิกของกลุ่มนี้เคลื่อนไหวอยู่ในออสเตรเลีย รัสเซีย ยูเครน เยอรมนี ไต้หวัน ศรีลังกา ยูโกสลาเวีย และสหรัฐฯ

          2. กองทัพแดงญี่ปุ่น (Japanese Red Army - JRA)  [สำนักงานเลขานุการคณะ ที่ปรึกษา การข่าว สำนักนายกรัฐมนตรี , "รายงานการศึกษาเฉพาะกรณีเรื่องขบวนการก่อการร้ายในเอเชีย ," (2533) , หน้า 2 - 31            เป็นองค์การก่อการร้ายซ้ายจัดของชาวญี่ปุ่นที่มีอุดมการณ์ปฏิวัติโลกตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์ - เลนิน จัดตั้งขึ้นประมาณปี 2512 โดยแยกตัวออกมาจากกองทัพแดงสันนิบาตคอมมิวนิสต์ (Red Army Faction of the Communist League) มีนางฟูซาโกะ ชิเงโนบุ (Fusako Shigenobu) เป็นผู้นำกลุ่ม

          นางฟูซาโกะ ชิเงโนบุ ผู้นำกลุ่มกองทัพแดงญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมาชิกระดับนำอีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปพำนักและตั้งกองบัญชาการอยู่ในหุบเขาเบกา ด้านตะวัน ออก ของเลบานอน ตั้งแต่ปี 2514 นอกจากนั้น สมาชิกบางส่วนแยกตัวจากกองทัพแดงญี่ปุ่นเข้าไปพำนัก อยู่ในกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ และร่วมมือกับเกาหลีเหนือในการปฏิบัติการก่อการร้ายต่าง ๆ

          กองทัพแดงญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งที่จะปฏิวัติโลกด้วยการใช้กำลังอาวุธ และดำเนินการตามแผนการจัดตั้งฐานกำลังระหว่างประเทศ (Plan to Construct International Bases)(3) ด้วยการส่งสมาชิกออกไปรับการฝึกทางทหาร และการก่อการร้ายในฐานหรือค่ายฝึกใน ต่างประเทศ อาทิ เกาหลีเหนือ และคิวบา และส่งกลับผู้ที่รับการฝึกแล้ว กลับมาญี่ปุ่นเพื่อทำสงครามกองโจร ล้มล้างระบบกษัตริย์ ขับไล่กองทัพสหรัฐฯ ออกจากญี่ปุ่น และจัดตั้งสาธารณรัฐ ประชาชนญี่ปุ่นในที่สุด ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 กองทัพแดง ญี่ปุ่นมี ความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศหลายกลุ่ม โดยเฉพาะขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์นอกสังกัดองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ PLO) กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการ ปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for Liberation of Palestine - PFLP) ซึ่งนายวาดิ ฮัดดัด (Wadi Haddad) ผู้นำกลุ่มมีส่วนร่วมวางแผน ปฏิบัติการของกองทัพแดงญี่ปุ่น ในระยะ แรก ๆ นอกจากนั้น ยังได้รับ การสนับสนุนด้านการฝึก เงินทุน และอาวุธจากองค์การข่าวกรอง ของลิเบีย

           กองทัพแดงญี่ปุ่นติดต่อและมีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคคอมมิวนิสต์ เลบานอน ซีเรีย อิสราเอล และลิเบีย โดยได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการเงินและที่พักพิงบนพื้นฐาน ความร่วมมือด้านอุดมคติและด้านปฏิบัติการเพื่อต่อสู้ลัทธิจักรวรรดินิยม การแบ่งแยกผิว และลัทธิทุนนิยม ขณะเดียวกันกองทัพแดงญี่ปุ่นยังสร้างความสัมพันธ์และขอรับความช่วยเหลือจาก กลุ่มฝ่าย ซ้าย ของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เช่น กลุ่มกองทัพแดง (Red Army Faction) ในเยอรมนีตะวันตก

            ช่วงปี 2529 กองทัพแดงญี่ปุ่นพยายามจัดตั้งกองกำลังสนับสนุน การก่อการ ร้ายใน ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้ชื่อ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านสงคราม (Anti - war Democratic Front - ADF ) ซึ่งเชื่อว่ามีฐานที่มั่นในฟิลิปปินส์ แต่ต้องยุบเลิก เมื่อ 9 สิงหาคม 2529

            ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง กองทัพแดงญี่ปุ่นใช้วิธีการก่อการร้ายมาโดยตลอด โดยมีกองกำลังประมาณ 30 - 40 คน และมีผู้สนับสนุนในญี่ปุ่นประมาณ 100 คน ฏิบัติการก่อการร้ายที่สำคัญ อาทิ การสังหารหมู่ที่สนามบินลอด (Lod) ในกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล เมื่อปี 2515ทำให้มีผู้เสียชีวิต 24 คน และได้รับบาดเจ็บ 100 คน การปล้นยึดเครื่องบินโดยสารของสายการบิน แจแปน แอร์ไลน์ เมื่อปี 2516 และ ปี 2520 การปล้นยึดสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัวลาลัมเปอร์ เมื่อปี 2517 การลอบยิงจรวดและลอบวางระเบิดสถานที่สำคัญต่าง ๆ กองทัพแดงญี่ปุ่นใช้วิธีปฏิบัติ การก่อการร้ายดังกล่าวเพื่อเรียกร้องและกดดันให้รัฐบาล ญี่ปุ่นปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่ม ที่ถูกคุมขัง นอกจากนั้นยังเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวน หนึ่งด้วย

              อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสถานการณ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากกระบวนการสันติภาพระหว่าง อิสราเอล กับประเทศอาหรับ เริ่มมีความคืบหน้าตั้งแต่ปี 2537 เมื่ออิสราเอลทำข้อตกลงสันติภาพ กับ อียิปต์ และจอร์แดน ขณะเดียวกันองค์การ ปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ก็เปลี่ยนมาใช้การ เจรจาทางการเมือง กับอิสราเอลแทนการต่อสู้ด้วยการใช้อาวุธ สมาชิกกองทัพแดงญี่ปุ่น ที่เคย พำนักอยู่ใน เลบานอนจึงไม่ได้รับ การสนับสนุนจากทั้งฝ่าย ปาเลสไตน์ เลบานอน และซีเรีย ซึ่งมีอิทธิพลเหนือเลบานอน ดังนั้น กลุ่มกองทัพแดง ญี่ปุ่นจึงต้องค่อย ๆ ยุติปฏิบัติการก่อการร้ายลงขณะที่สมาชิกระดับนำหลายคนต้องเดินทางออกจากเลบานอนเพื่อไปพำนักในประเทศ อื่นที่ปลอดภัยกว่า

         ในห้วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมามีสมาชิกกองทัพแดงญี่ปุ่นหลายคนถูกจับกุม ในประเทศ ต่าง ๆ
         -  มีนาคม 2538 นางยูกิโกะ เอกิตะ (Yukiko Ekita) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมใน โรมาเนียขณะปลอมตัวเป็นชาวเปรูเชื้อสายญี่ปุ่น
         -  พฤษภาคม 2539 นางกาซูเอะ โยชิมูรา (Kazue Yoshimura) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นจับกุม ในเปรู
         -  กันยายน 2539 นายทสึโตมุ ชิโรซากิ (Tsutomu Shirosaki) ถูกจับกุมตัว ในเนปาล และถูกนำไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ
         -  กุมภาพันธ์ 2540 างการเลบานอนจับกุมสมาชิกกองทัพแดงญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในเลบานอน จำนวน 5 คน ในข้อ หาใช้หนังสือ เดินทางปลอมและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นกำลังขอให้ทางการเลบานอน ส่งตัวบุคคลเหล่า นี้กลับไปดำเนิน คดีในญี่ปุ่น
         -  พฤศจิกายน 2540 นายจุน นิชิกาวา (Jun Nishikawa) ถูกจับกุมที่โบลิเวีย และถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

          กรณีสมาชิก กองทัพแดงญี่ปุ่น 5 คนถูกจับกุมในเลบานอน เป็นการแสดงให้เห็นว่า กลุ่มดังกล่าวได้สูญเสียแหล่งพำนักที่ปลอดภัย (safe haven) ที่สำคัญไปแล้ว และกำลังตกอยู่ในภาวะตกต่ำ  รวมทั้งประสบปัญหายุ่งยากอย่างมากอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มกองทัพแดงญี่ปุ่นจะไม่สามารถปฏิบัติการ ก่อการร้ายได้อีกในอนาคต

          3. กลุ่มก่อการร้ายชาวซิกข์ (Sikh Terrorism)  เป็นกลุ่มชาวซิกข์หัวรุนแรงหลายกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาวซิกข์ในอินเดียที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนในรัฐปัญจาบ ออกจากการปกครองของรัฐบาลอินเดีย แล้วจัดตั้งเป็นประเทศอิสระชื่อ กาลิสถาน (Khalistan) กลุ่มชาวซิกข์หัวรุนแรงเหล่านี้ ใช้ปฏิบัติการก่อการร้ายในการต่อสู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1970 และได้เพิ่มระดับความ รุนแรงสูงสุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอินเดียเผาทำลายวิหารทองคำของชาวซิกข์ที่เมืองอัมริตสาร์ (Amritsar) เมื่อมิถุนายน 2527เหตุการณ์ จราจลดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 600 คน ต่อมาในปีเดียวกันนั้นทหารรักษาความ ปลอดภัยประจำตัวนางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ก็แก้แค้นอินเดียด้วยการสังหารนางอินทิรา คานธี ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชาวซิกข์ และชาวฮินดูเป็นไปอย่างรุนแรงจนกระทั่งปัจจุบัน

           กลุ่ม ก่อการร้ายชาวซิกข์ มีหลายกลุ่มที่สำคัญ อาทิ กลุ่มบับบาร์ คาลสา(Bubbar Khalsa) สหพันธ์ยุวชนซิกข์ระหว่างประเทศ (International Sikh Youth Federation) กลุ่มดาล คาลสา (Dal Khalsa) กลุ่มพยัคฆ์บินเดอราวัน (Bhinderanwala Tiger Force) และกลุ่มกองกำลังซาฮีด คาลสา (Saheed Klalsa Force) ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้วาง ระเบิดตลาดในนิวเดลีเมื่อปี 2540

           กลุ่มก่อการร้ายชาวซิกข์ปฏิบัติการต่อเป้าหมายเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียรวมทั้งผลประโยชน์ของอินเดียทั้งในและนอกประเทศ  นอกจากนั้นยังโจมตีชาวฮินดูรวมทั้งชาวซิกข์ที่เข้าข้างรัฐบาลอินเดียและพวกซิกข์ที่ไม่นิยมแนวทางรุนแรง กลุ่มก่อการร้าย ชาวซิกข์ใช้วิธี การลอบสังหาร วางระเบิด และลักพาตัว อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2535 ทางการอินเดียรณรงค์ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย ชาวซิกข์อย่างหนัก จนสามารถกวาดล้างและ จับกุม สมาชิกระดับนำของ กลุ่มดังกล่าวได้หลายคน ทำให้ชาวซิกข์หัวรุนแรงจำนวนมาก ต้องหนีออกนอกประเทศ และไปจัดตั้งกลุ่มหรือขบวนการต่อสู้ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย และแม้ว่าปัจจุบันกลุ่มชาวซิกข์หัวรุนแรง จะมีฐานที่มั่นและถิ่น พำนักอยู่นอกประเทศอินเดียแต่ก็ยังคงก่อการร้ายต่อเป้าหมายรัฐบาลอินเดียและผลประโยชน์ของชาวอินเดีย

           สำหรับกำลังของกลุ่มก่อการร้ายชาวซิกข์นั้นไม่ปรากฏรายงานจำนวนที่แน่ชัด ขณะที่กลุ่มนี้มีผู้เห็นอกเห็นใจเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะ ในหมู่ชุมชน ชาวซิกข์ที่พำนักอยู่นอกประเทศ พื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มชาวซิกข์เหล่าน ี้อยู่ในอินเดีย   ภาคเหนือ ยุโรปตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาเหนือ

           เครือข่ายก่อการร้ายของชาวซิกข์มีกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค และมีกิจกรรมรวมทั้งการรณรงค์เพื่อจัดหาเงินทุนสนับสนุนชุมชนชาวซิกข์ในต่างประเทศ อยู่เป็นประจำ องค์กรบังหน้าที่มีบทบาทสำคัญคือ องค์การซิกข์โลก (World Sikh Organization) และสหพันธ์ยุวชนซิกข์ระหว่างประเทศ
     

          4.. กลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคชเมียร์ (Kashmir Separatism)
           กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงหลายกลุ่มในรัฐจัมมู-แคชเมียร์ ทางเหนือของอินเดีย ต่อสู้กับรัฐบาลอินเดีย เพื่อวัตถุประสงค์ในการแบ่งแยกดินแดนของรัฐดังกล่าว ออกจากการปกครองของอินเดีย แล้วจัดตั้งเป็นรัฐมุสลิมเอกราช

           ประวัติความเป็นมาของการต่อสู้ ของกลุ่มมุสลิม หัวรุนแรง ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเมื่ออินเดียและปากีสถานได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2490 นั้น อังกฤษได้จัดให้รัฐจัมมู-แคชเมียร์ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และประชากรส่วนน้อยนับถือศาสนาฮินดูเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียทำให้อินเดียและปากีสถานขัดแย้งกันมาโดยตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน ขณะที่ชาวมุสลิมในรัฐดังกล่าวซึ่งไม่พอใจที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งเป็นฮินดู ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนซึ่งส่วนหนึ่งต้องการจัดตั้งเป็นประเทศเอกราช แต่ก็มีบางกลุ่มที่ต้องการจะรวมเข้ากับปากีสถานซึ่งเป็นประเทศมุสลิม ปัจจุบันกรณ ีขัดแย้งแคชเมียร์นับว่าเป็นจุดวิกฤติที่ล่อแหลม และเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะต่อภูมิภาคเอเชียใต้

          รัฐบาลอินเดียอ้างว่า กลุ่มก่อการร้ายมุสลิมในแคชเมียร์ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของปากีสถาน ทั้งด้านการ ฝึกการชี้นำการให้แหล่งพักพิง และความช่วยเหลือด้านการเงิน ขณะเดียวกันพรรคการเมือง ที่ถูกต้องตามกฎหมายในปากีสถาน โดยเฉพาะพรรคจามัตอีอิสลามิ (Jamadt - e - Islamic - JEI)(4) ให้ความช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายมุสลิม เหล่านี้หลายกลุ่ม ซึ่งทำให้พรรคดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอาหรับ เป็นการตอบแทน อนึ่ง มีรายงานด้วยว่า กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในแคชเมียร์มีการติดต่อ กับกลุ่มซิกข์หัวรุนแรงในรัฐปัญจาปด้วย

          เป้าหมายลำดับแรกของการก่อการร้ายของ กลุ่มมุสลิมแคชเมียร์ คือ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดีย ทหาร ชาวแคชเมียร์ที่นิยมแนวทาง สายกลางและเข้าข้างอินเดีย ส่วนใหญ่ก่อการร้ายเฉพาะ ภายในประเทศอินเดีย แต่มีกรณียกเว้นบ้าง อาทิ เมื่อปี 2527 ที่กลุ่มแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยจัมม ูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir Liberation Front) ลักพาตัวนักการทูต อินเดียที่ประจำการอยู่ในอังกฤษ ส่วนการก่อการร้ายที่สำคัญ และเป็นที่สนใจของ สื่อมวลชนต่างประเทศคือ เมื่อปี 2537 กลุ่มฮาร์กิต-อูล-อันซาร์ (Harkar Ul - Ansar - HUA) จับกุมนักท่องเที่ยวอังกฤษในแคชเมียร์ และเมื่อปี 2538 กลุ่มอัลฟาราน (Al Faran) ซึ่งทางการอินเดียเชื่อว่า เป็นแนวร่วมของกลุ่มฮาร์กิต-อูล-อันซาร์ ลักพาตัวนักท่องเที่ยวชาว ต่างประเทศในแคชเมียร์ 6 คน แล้วสังหารนักท่องเที่ยว 5 คน มีผู้รอดชีวิตเพียง 1 คน

            กลุ่มมุสลิมแคชเมียร์ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์กิต-อูล-อันซาร์ มีกองกำลังติดอาวุธหลายพันคน มีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองอาซาดแคชเมียร์ (Azad) ทางใต้ของแคชเมียร์ ในปากีสถาน และเขตโดดาของ อินเดีย กองกำลังส่วนใหญ่เป็นนักรบที่เคยร่วมรบอยู่ในสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน กลุ่มฮาร์กิต-อูล-อันซาร์ รับเงินช่วยเหลือจากผู้บริจาคและผู้เห็นอกเห็นใจในซาอุดีอาระเบีย และประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้งชาวปากีสถานและชาวมุสลิมในแคชเมียร์

          5. กลุ่มแบ่งแยกดินแดนนาคาแลนด์ (Nagaland Separation)
           เป็นกลุ่มหัวรุนแรงหลาย กลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนในรัฐนาคา (Naga) ออกเป็นอิสระจากการปกครองของอินเดีย กลุ่มที่สำคัญ คือ สภาสังคมนิยมแห่งชาตินาคาแลนด (National Socialist Council of Nagaland) ซึ่งต้องการจัดตั้งรัฐอิสระสังคมนิยมคริสเตียนนาคาแลนด์ ซึ่งรวมดินแดนของ ชาวนาคาทั้งในอินเดียและพม่า รัฐบาลอินเดียเห็นว่ากลุ่มนี้เคลื่อนไหว รุนแรงที่สุดในพื้นที่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย โดยได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ การฝึก และแหล่งพักพิงจากพม่า และบังกลาเทศ และเป็นสงครามตัวแทนของปากีสถานผ่านบังกลาเทศ

          6. กลุ่มโมฮาจีร์ อวามี (Mohajir Qaumi Movement - MQM)
          ชาวโมฮาจีร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวอินเดีย นับถือศาสนา อิสลามในการาจี เมืองหลวงของแคว้นซินห์ ในปากีสถาน ชาวโมฮาจีร์อพยพจากอินเดียมาอย ู่ใน ปากีสถานตั้งแต่อินเดียและ ปากีสถานได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2490 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ค้าขายอยู่ในปากีสถาน ต่อมาไม่พอใจรัฐบาลปากีสถาน เนื่องจากได้รับสิทธิต่าง ๆ ด้อยกว่าชาวปากีสถาน จึงจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น เพื่อต่อสู้ทางการเมือง ขณะเดียวกันกลุ่มหัวรุนแรงก็จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นเพื่อ ต่อสู้กับรัฐบาลปากีสถาน โดยใช้วิธีการรุนแรงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการแบ่งแยก ดินแดนออกจากการปกครองของปากีสถานแล้ว จัดตั้งรัฐโมฮาจีร์อิสระขึ้น กลุ่มติดอาวุธของชาวโมฮาจีร์ นั้นใช้อาวุธ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้กับทหารปากีสถาน และทำให้มีเหตุการณ์จลาจลรุนแรงในแคว้นซินห์อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน

           กลุ่มโมฮาจีร์ อวามี ได้รับการสนับสนุนจาก ชุมชนชาว อินเดียนับถือศาสนาอิสลาม ที่พำนักอยู่ในอังกฤษ แคนาดา สหรัฐฯ และออสเตรเลีย กลุ่มนี้ก่อการร้าย ต่อเป้าหมายรัฐบาลและ ผลประโยชน์ของรัฐบาลปากีสถานภายในประเทศ ส่วนในต่างประเทศ นั้นได้ใช้วิธีการที่สันติ อาทิ การเดินขบวนประท้วงรัฐบาลปากีสถานอย่างสงบ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด
 
           7. กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม (The Liberation Tigers of Tamil Eelam)        
           เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ชาวทมิฬในศรีลังกา มีองค์การบังหน้าในนามสมาคมทมิฬโลก (World Tamil Association - WTA) ขบวนการทมิฬโลก (World Tamil Movement - WTM) สหพันธ์สหภาพทมิฬแคนาดา (Federation of Associations of Canadian Tamils - FACT) และ กองกำลังอีลาล์น (Ellalan Force)

           ประวัติการต่อสู้ของชาวทมิฬในศรีลังกา สืบเนื่องจากเมื่ออังกฤษเข้ายึดครองเกาะซีลอน เมื่อปี 1832 ได้รวมเอาอาณาจักร ต่างๆ ในเกาะ เข้าเป็นประเทศเดียวกัน คือ ศรีลังกา ทำให้ชาวทมิฬซึ่ง เป็นชนพื้นเมือง เดิมในเขตภาคเหนือของเกาะซีลอนต้อง รวมอยู่กับชาวสิงหล ซึ่งมีความแตก ต่าง ทั้ง ด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม การปกครองและความเชื่อ ทำให้ชาวทมิฬไม่พอใจ และเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ ในการปกครองมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่าชาวสิงหลซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของศรีลังกา ได้สิทธิในด้านต่างๆเหนือชาวทมิฬ ทั้งยังอพยพเข้าไปแย่งถิ่นที่อยู่ของชาวทมิฬอีกด้วยจนทำให้ชาวทมิฬต้องกลายเป็นชนส่วนน้อยของประเทศ

           การต่อสู้ของชาวทมิฬมีทั้งใช้วิธีการทางการเมืองด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองของชาว
ทมิฬและการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง โดยจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลศรีลังกา ปัจจุบันกลุ่มติดอาวุธที่เข้มแข็งคือ กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม ซึ่งจัดตั้งเมื่อปี 2509 และปฏิบัติการก่อการร้ายต่อเป้าหมายผู้นำเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารและชาวสิงหลอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายในการจัดหาเงินทุน อาวุธ และโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งรัฐทมิฬอิสระ

           กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม นิยมใช้วิธีการก่อการร้ายด้วยการปฏิบัติการพลีชีพ (suicide bombing) ต่อเป้าหมายสำคัญโดยสมาชิกผู้ปฏิบัติการจะพกแคปซูลไซยาไนต์ติดตัวไว้หากถูกจับกุม ได้ก็จะกลืนยาพิษฆ่าตัวตายทันที นักวิเคราะห์พิจารณาว่ากลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม เป็นกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่มีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน โดยมีทั้งหน่วยงาน ด้านข่าวกรองกองกำลังทางเรือ (เรียกว่า พยัคฆ์ทะเล - Sea Tigers) รวมทั้งสมาชิกสตรี ที่ปฏิบัติ งานทางการ
เมืองและปฏิบัติการก่อการร้าย

            เป้าหมายการก่อการร้ายที่สำคัญของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีลัม คือบุคคลสำคัญใน คณะรัฐบาล เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง เป้าหมายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้าน สาธารณูปโภค ปฏิบัติการที่ผ่านมา อาทิ การลอบสังหารนักการเมืองคนสำคัญหลายคน รวมทั้งการวางระเบิดพลีชีพ สังหารอดีตประธานาธิบดี รณสิงห์ เปรมาดาสา แห่งศรีลังกา เมื่อปี 2536 และการสังหาร อดีตนายก
รัฐมนตรี ราชีพ คานธี แห่งอินเดีย เมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นปฏิบัติการนอกประเทศเพียงครั้งเดียวของกลุ่มดังกล่าว นอกจากนั้น กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัมใช้รถบรรทุกระเบิด จำนวนมหาศาลพุ่งเข้าชน ธนาคารกลางศรีลังกา เมื่อปี 2539 และศูนย์การค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกาเมื่อปี 2540 ซึ่งแรงระเบิดทำความเสียหายอย่างมากทั้งสองครั้ง

            กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัมปฏิบัติการก่อการร้ายโจมตีเรือสินค้าในเขตน่านน้ำศรีลังกาหลายครั้ง รวมทั้งเรือสินค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ก่อการร้ายอย่าง รุนแรงเพื่อ ทำลายอาคารและสิ่งอำนวยประโยชน์ของรัฐบาล แล้วถอนกำลังออกไปก่อน ที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง บางครั้งจะฉวยโอกาสโจมตีในห้วงวันหยุดทางราชการ หรือเวลากลาง คืนและเช้าตรู่

            กำลังติดอาวุธของกลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัมในศรีลังกามีจำนวนประมาณ 10,000 คน โดยในจำนวนนี้ประมาณ 3,000 - 6,000 คนเป็นนักรบที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬ มีสมาชิกดำเนินการสนับสนุนอยู่ภายนอกประเทศ โดยมีโครงสร้างการจัด อย่างเป็นระบบในด้านการจัดหาเงินทุน จัดซื้ออาวุธ และดำเนินกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ

           สำหรับพื้นที่กลุ่ม ปลดปล่อย พยัคฆ์ทมิฬ อีลัมมีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐ คือ บริเวณริมฝั่งทะเลด้านทิศเหนือและ ตะวันออกของศรีลังกา ขณะที่พื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุมพื้นที่ ศรีลังกาทั้งประเทศ ฐานบัญชาการใหญ่อยู่ในเขตวานนิ (Wanni Region) ทางตอนเหนือของศรีลังกา บริเวณคาบสมุทรจาฟนา เป็นพื้นที่ที่ทางการไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีด่านตรวจ รวมทั้งผู้ส่งข่าว เป็นจำนวนมาก ที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ขณะ เข้าสู่เขตอิทธิพล ปัจจุบัน หัวหน้ากลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม คือ นายเวลุพิไลย ประภาการัน (Vellupillai Praphakaran)  ด้านความช่วยเหลือภายนอกนั้นเดิมกลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัมแสวงหาการ สนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม จากการที่กลุ่มนี้ ปฏิบัต ิการก่อการร้ายอย่างรุนแรง ปัจจุบันจึงไม่ได้รับการสนับสนุนด้าน การเมืองจากภายนอก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่า กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัม เป็นกลุ่มก่อการร้ายซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก และห้ามการจัดกิจกรรมใด ๆ ในสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตามกลุ่มปลดปล่อย พยัคฆ์ทมิฬอีลัมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ทั้งทางการเมือง เงินทุน และการจัดหาอาวุธจากเงินบริจาคของชุมชนชาวทมิฬในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ขณะเดียวกัน กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีลัมดำเนินกิจกรรมนอกกฎหมาย เพื่อหาทุนด้วย อาทิ การลักลอบค้ายาเสพย์ติด และการค้าอาวุธเถื่อนโดยมีบริษัทธุรกิจ หรือองค์การเอกชนบังหน้าในการประกอบอาชญากรรม


 ภูมิภาคตะวันออกกลาง [TOP]
      
1.กลุ่มฮามาส   (HAMAS - Islamic Resistance Group)
        2. กลุ่มเฮซบอลลาห์   (Hezballah - Party of god)
        3. กลุ่มอิสลามิก ญิฮัด และชาวปาเลสไตน์  (The Palestine Islamic Jihad - PIJ)
      4. กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยปาเลสไตน์   (Palestine Liberation Front - PLF)
      5. กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine - PFLP)
       6. กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ - กองบัญชาการใหญ่ (Popular Front for the Liberation of Palestine - General Command - PFLP - GC)
      7. กลุ่มอาบู นิดาล (Abu Nidal Organization - ANO) หรือใช้ชื่ออื่น อาทิ Fatah Revolutionary Council , Arab Revolutionary Council , Arab Revolutionary Brigades , Black September , Revolutionary Organization of Socialist Muslim
       8. กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา (Al - Gamma' at al - Islammiya)
        9. กลุ่มอัลญิฮัด (Al - Jjhad) หรือ Jihad Group , Islamic Jihad , New Jihad Group,Vanguards of Conquest , Tale'a al Fateh
        10.  กลุ่มพยัคฆ์แห่งอ่าวอาหรับ (Tigers of the Gulf)
        11.  กลุ่มขบวนการอิสลามเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Islamic Movement for Change - IMC)
      12.  กลุ่มอันซาร์ อัลเลาะห์ (Ansar Allah - Partisans of god)

        13.  กลุ่มเฮซบอลลาห์ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Hezballah หรือ Islamic Saudi Hezballah)
        14.  กลุ่มเฮซบอลลาห์ กัลฟ์ (Hizballah - gulf)
        15.  กลุ่มขบวนการเพื่อการปฏิรูปอิสลามในซาอุดีอาระเบีย (Movement for Islamic Reform in Arabia - MIRA)
       16.  กลุ่มคณะกรรมการ เพื่อคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย (Committee for the Defense of Legitimate Right - CDLR)

        17.  กลุ่มคัค และคาฮาเน ชาย (Kach and Kahane Chai)
        18.  กลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค (Mujahedin - e Khalq Organization - MEK/MKO) หรือ The National Liberation Army of Iran (NLA) , the People's society
        19.  กลุ่มนายออสมา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden)ภูมิภาคตะวันออกกลาง

     

          1. กลุ่มฮามาส (HAMAS - Islamic Resistance Group)            เป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์หัวรุนแรงที่ต่อต้านกระบวนการสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดยมีพัฒนาการจากกลุ่มปาเลสไตน์ในสังกัดกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood)

           กลุ่มฮามาสใช้วิธีการต่อสู้ทั้งทาง การเมืองและการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะการก่อการร้าย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งรัฐอิสลามปาเลสไตน์ (Islamic Palestine State) ในพื้นที่ที่เป็น ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มฮามาส ดำเนินการอย่างเปิดเผย ในมัสยิดและองค์กรการกุศล และองค์กรสาธารณะต่าง ๆ ในเขตปกครองตนเองปาเลสไตน์ เลบานอนและเขตปกครองตนเองอิสราเอล เพื่อรับสมัครและชักชวนบุคคลต่าง ๆ ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม  นอกจากนั้นยังจัดหารายได้ดำเนินกิจกรรม รวมทั้งโฆษณาชวนเชื่อ ขณะเดียวกัน สมาชิกติดอาวุธในสังกัดกลุ่มฮามาสดำเนินการในทางลับด้วยวิธีการก่อการร้าย และใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งเน้นข้าราชการ ประชาชน และผลประโยชน์ของอิสราเอล สหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งกลุ่มฮามาสถือว่าเป็นศัตรูสำคัญ

           ปัจจุบันกลุ่มฮามาสมีฐานปฏิบัติการ อยู่ในเขตกาซา และพื้นที่ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มฮามาสเข้ามามีการเคลื่อนไหว ทางการ เมือง ในเขตปกครอง ปาเลสไตน์ด้วย อาทิ เข้าสมัครในการเลือกตั้งคณะกรรมการหอการค้าของเขต ตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน นอกจากนี้ ฮามาสยังมีกองทุนการกุศลที่ช่วยเหลือคนยากจน ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าไปในหมู่ประชาชนทุกระดับและในจำนวนประชาชนที่อาศัย อยู่ในเขตปาเลสไตน์ทั้งหมดคาดว่าเป็น ผู้ให้การสนับสนุนนายยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานปาเลสไตน์ ร้อยละ 40 - 50 และสนับสนุนกลุ่มฮามาส ร้อยละ 20 - 30 ขณะที่คณะบริหารปาเลสไตน์เองก็ พยายามแสวงหาความ เป็นพันธมิตรกับกลุ่มฮามาส  โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการเมือง กลุ่มติดอาวุธอิซ เอล-ดิน อัลกาสเซม (Izz el-Din al-Qussam Brigades) ซึ่งอยู่ในสังกัดกลุ่มฮามาส ปฏิบัติการ ก่อการร้ายหลายครั้ง โดยเฉพาะการวางระเบิดพลีชีพ (Suicide Bomb) ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียอย่างร้ายแรงต่อเป้าหมายพลเรือน และทหารอิสราเอล โดยได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากผู้เห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงอื่น ๆ

           สำหรับกำลังของกลุ่มฮามาสในปัจจุบันยังไม่ปรากฎรายงานของจำนวนที่แน่นอน เฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกระดับแกนนำของกลุ่ม แต่เชื่อว่ากลุ่มฮามาสมีผู้ให้การสนับสนุน และผู้เห็นอกเห็นใจจำนวนมากถึงหลายหมื่นคน นอกจากนั้นยังได้รับเงินสนับสนุนจากชาว ปาเลสไตน์ในต่างประเทศ รวมทั้งประเทศที่นิยมแนวทางรุนแรง คือ อิหร่าน ซีเรีย ขณะเดียวกันก็รับการช่วยเหลือจากเอกชนหลายคนในซาอุดีอาระเบียและประเทศ อาหรับสายกลางอีกหลายประเทศ อนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มฮามาสและผู้เห็นอกเห็นใจดำเนินกิจกรรมจัดหาเงินทุนอย่างเปิดเผย ในประเทศยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ

           2. กลุ่มเฮซบอลลาห์ (Hezballah - Party of god)

           เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมชีอะชาวปาเลสไตน์บางครั้งใช้ชื่อกลุ่มอิสลามิกญิฮัด (Islamic Jihad) หรือองค์การปฏิวัติเพื่อความยุติธรรม (Revolutionary Justice Organization) หรือ องค์การปลดปล่อยโลก (Organization of the Oppressed on Earth) และกลุ่มอิสลามิก ญิฮัด เพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Islamic Jihad for the Liberation of Palestine) กลุ่มเฮซบอลลาห์ มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดตั้ง สาธารณรัฐอิสลามขึ้นตามแบบของอิหร่าน ในพื้นที่ปัจจุบันเป็นประเทศเลบานอนรวมทั้งต้องการจะขับไล่อิทธิพลของ ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตกออกไปจากดินแดนดังกล่าว กลุ่มเฮซบอลลาห์ต่อต้านอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล กับทั้งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งให้การช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง การจัดหาอาวุธ การวางแผนชี้นำและร่วมปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กลุ่มเฮซบอลลาห์ก็ปฏิบัติการตามลำพังโดยมิได้รับคำสั่งจากอิหร่าน นอกจากนี้ กลุ่มเฮซบอลลาห์ยังรับ การช่วยเหลือจากซีเรียด้วย

           สมาชิกกลุ่มเฮซบอลลาห์ ปฏิบัติการก่อการร้าย อย่างรุนแรงหลาย ครั้งต่อเป้าหมายสหรัฐฯ ที่สำคัญอาทิ การลอบวางระเบิดพลีชีพต่อเป้าหมายสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และที่ตั้งหน่วยทหารสหรัฐฯ ในเบรุต เลบานอน เมื่อตุลาคม 2526 การจับชาวอเมริกันและยุโรปในเลบานอน เป็นตัวประกันหลายครั้ง การโจมตีและลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในอาร์เจนตินา เมื่อปี 2535 นอกจากนั้น ยังลอบวางระเบิดในเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง สำหรับกำลังของกลุ่ม เฮซบอลลาห์ มีฐานที่มั่นอยู่ในชานกรุงเบรุตและทางใต้ของเลบานอน กลุ่มเฮซบอลลาห์จัดตั้งข่ายงานการก่อการร้ายในภูมิภาคยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ รวมทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ทั่วโลก

          3. กลุ่มอิสลามิก ญิฮัด และชาวปาเลสไตน์ (The Palestine Islamic Jihad - PIJ)

           เป็นกลุ่มชาวปาเลสไตน์หัวรุนแรง จัดตั้งเป็นกลุ่มภายใต้โครงสร้างอย่างหลวม ๆ ตั้งแต่ปี 2503 ในดินแดนฉนวนกาซา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสลาม ขึ้น และทำลายล้างประเทศอิสราเอล โดยการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ หรือ ญิฮัด (Jihad) กลุ่มอิสลามิกญิฮัด ถือว่านอกจากอิสราเอลเป็นศัตรูสำคัญแล้ว สหรัฐฯ ึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอลก็เป็นศัตรูสำคัญด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน กลุ่ม อิสลามิกญิฮัด ก็ต่อต้านประเทศอาหรับ ที่นิยมแนวทางสายกลางโดยเห็นว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นพวกนอกศาสนา กลุ่มอิสลามิกญิฮัด ประกาศล้างแค้นสหรัฐฯ และอิสราเอล เนื่องจากเชื่อว่าประเทศทั้งสองสมรู้ร่วมคิดกันลอบสังหารนายฟาห์ติ ชากากิ (Fahti Shaqaqi) ที่มอลตา เมื่อตุลาคม 2538 และจากนั้นมา

            กลุ่มอิสลามิก ญิฮัด ปฏิบัติการวาง ระเบิดพลีชีพหลายครั้ง ต่อเป้าหมายอิสราเอลในพื้นที่ฝั่ง ตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ฉนวนกาซา และในอิสราเอล ขณะเดียวกันกลุ่มอิสลามิกญิฮัด ข่มขู่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ใน จอร์แดนด้วย

            กลุ่มอิสลามิกญิฮัด มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ใน อิสราเอล ดินแดน ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งจอร์แดนและเลบานอน กลุ่มก่อการร้ายที่ใหญ่ที่สุดจนสังกัดกลุ่มอิสลามิกญิฮัด มีฐานที่มั่น อยู่ในซีเรีย ส่วนจำนวน สมาชิกของกลุ่มยังไม่มีรายงานปรากฏแน่ชัด อนึ่ง กลุ่มนี้รับความช่วยเหลือจากอิหร่านและซีเรีย

           4. กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Front - PLF)            เป็นกลุ่มก่อการร้ายปาเลสไตน์ ซึ่งเดิมเป็น กลุ่มติดอาวุธในสังกัดองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) ต่อมาแยกออกเป็นหลายกลุ่ม มีทั้งกลุ่มในสังกัดพีแอลโอ กลุ่มซึ่งได้รับ การสนับสนุนและชี้นำจากซีเรีย กลุ่มซึ่งอยู่ภายใต้การชี้นำของลิเบีย

            กลุ่มในสังกัด พีแอลโอ. มีหัวหน้ากลุ่มคือ นายมูฮัมหมัด อับบาส (Muhammad Abbas) หรือใช้นามแฝงว่า อาบู อับบาส (Abu Abbas) ซึ่งต่อมาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการบริหารของพีแอลโอ เมื่อปี 2528 อย่างไรก็ตาม นายอาบู อับบาส ขัดแย้งกับ พีแอลโอ. และแยกตัวออกมาเมื่อปี 2534

           กลุ่มอาบู อับบาส ปฏิบัติการก่อการร้ายโจมตีเป้าหมายอิสราเอล ที่สำคัญ อาทิ การปล้นยึดเรืออาคิลลี ลอโร (Achille Lauro) เมื่อปี 2528 และการสังหารนายลีออน คลิงคอฟเฟอร์ (Leon Klinghoffer) ปัจจุบันนายอาบู อับบาส ยังคงเป็นที่ต้องการตัวของทางการอิตาลี ปัจจุบันกลุ่มอาบู อับบาส มีกำลังประมาณ 50 คน เชื่อว่ามีฐานที่มั่นอยู่ในอิรัก และได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากอิรัก ก่อนหน้านี้เคยรับความช่วยเหลือจาก ลิเบีย

           5. กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine - PFLP)
           เป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์จัดตั้งเมื่อปี 2510 โดยนายจอร์จ อับบาช ซึ่งเป็นสมาชิกระดับนำขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ.) เป็นกลุ่มที่ต้องการต่อสู้เพื่อการจัดตั้งรัฐ ปาเลสไตน์โดยใช้วิธีการรุนแรง กลุ่มนี้ประกาศต่อต้านกระบวนการสันติภาพระหว่างปาเลสไตน์กับ อิสราเอล และแยกตัวออกจากสังกัดพีแอลโอ. เมื่อปี 2536

           กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อ การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ก่อการร้ายอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายอิสราเอล รวมทั้งประเทศอาหรับแนวทางสายกลางตั้งแต่ปี 2520 และแม้ว่ากลุ่มดังกล่าวลดการก่อการร้ายลงตั้งแต่ปี 2533 แต่เมื่อปี ปี 2542 กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้สังหารผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน เมื่อธันวาคม 2539 สำหรับกองกำลังของกลุ่มนี้ คาดว่ามีประมาณ 800 คน มีฐานที่มั่นอยู่ในซีเรีย เลบานอน และดินแดนยึดครอง ของอิสราเอล ในภาคใต้ของเลบานอนได้รับเงินช่วยเหลือส่วนใหญ ่จากซีเรีย และลิเบีย

            6. กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ - กองบัญชาการใหญ่ (Popular Front for the Liberation of Palestine - General Command - PFLP - GC)         
           เป็นกลุ่มก่อการร้ายปาเลสไตน์แยกตัวออกจาก กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อ การปลดปล่อย ปาเลสไตน์ (พีเอฟแอลพี) เมื่อปี 2511 โดยอ้างว่าต้องการจะต่อสู้โดย ใช้วิธีการรุนแรง เพื่อการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์มากกว่า จะต่อสู้โดยใช้วิธีการทางการเมือง ผู้นำกลุ่มคือ นายอาหมัด จิบริล (Ahmad Jibril) อดีตนายทหารซีเรีย

           นอกจากปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายอิสราเอลแล้ว กลุ่ม พีเอฟแอลพี - จี ซี ยังก่อการร้ายต่อเป้าหมายองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ด้วย ปฏิบัติการส่วนใหญ่เป็นการข้ามพรมแดนจากฐานที่มั่นในเลบานอนเข้าไปก่อการร้าย ในอิสราเอล กลุ่มนี้มีฐานบัญชาการอยู่ในดามัสกัส ซีเรีย และมีข่ายงานกระจายอยู่ในยุโรป รับการสนับสนุนจากซีเรีย รวมทั้งความช่วยเหลือด้านการเงินจากอิหร่าน

           7. กลุ่มอาบู นิดาล (Abu Nidal Organization - ANO) หรือใช้ชื่ออื่น อาทิ Fatah Revolutionary Council , Arab Revolutionary Council , Arab Revolutionary Brigades , Black September , Revolutionary Organization of Socialist Muslim           
           เป็นกลุ่มก่อการร้ายปาเลสไตน์ นำโดย นายซาบรี อัล - บันนา (Sabri al Banna) แยกตัวออกจากองค์การปลดปล่อย ปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) เมื่อปี 2511 เป็นการรวมกลุ่มของคณะกรรมการ (committee) หลายคณะ ประกอบด้วยคณะกรรมการการเมือง การทหาร และการคลัง กลุ่มอาบู นิดาล ก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศ สังหารและทำร้ายผู้บริสุทธิ์จำนวนประมาณ 900 คน เป้าหมายของกลุ่มนี้รวมทั้ง สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิสราเอล กลุ่มปาเลสไตน์แนวทางสายกลาง กลุ่มพีแอลโอ.และประเทศอาหรับหลายประเทศ การก่อการร้ายครั้งสำคัญ อาทิ การโจมตีท่าอากาศยานโรม และเวียนนา เมื่อปี 2528 การโจมตีโบสถ์ชาวยิวในอิสตันบูล เมื่อปี 2529 และการโจมตีเรือท่อง เที่ยวในกรีซ เมื่อปี 2531 การลอบสังหารรองผู้นำกลุ่มพีแอลโอ พร้อมหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของพีแอลโอ ที่ตูนิส ตูนีเซีย เมื่อปี 2534 การลอบสังหารนักการทูต จอร์แดน และผู้แทนพีแอลโอในเลบานอน เมื่อปี 2537 อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาบู นิดาล ไม่ได้โจมตีเป้าหมาย ประเทศตะวันตกตั้งแต่ปลายปี 2523

          สำหรับกำลังของกลุ่มอาบู นิดาล คาดว่ามีจำนวนหลายร้อยคน รวมทั้งกำลังติดอาวุธที่มีฐานที่มั่นในหุบเขาเบกาทางใต้ของเลบานอนกับทั้งมีสมาชิกแฝงตัวอยู่ในค่าย   ผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ตลอดริมฝั่งทะเลของเลบานอน นอกจากนั้นยังมีข่ายงานอยู่ในหลายประเทศ รวมทั้งซูดาน ซีเรีย และ อิรักเคยปฏิบัติการก่อการร้ายในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป
          กลุ่มอาบู นิดาล ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากอิรัก และซีเรีย (จนถึงปี 2530) ทั้งการให้แหล่งพักพิงที่ปลอดภัย การฝึกการส่งกำลังบำรุง และความช่วยเหลือด้านการเงิน นอกจากนั้นมีรายงานว่า ลิเบียก็ให้การสนับสนุนกลุ่มอาบู นิดาล ด้วยเช่นกัน โดยเลือกสนับสนุนเฉพาะการปฏิบัติการบางกรณี

           8. กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา (Al - Gamma' at al - Islammiya)            เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์เริ่มก่อการร้ายตั้งแต่ปลายช่วงทศวรรษที่ 1970 มีลักษณะรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ โดยไม่มีผู้นำกลุ่ม มีแต่หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ เท่านั้น ปัจจุบันมี ชีค อูมาร์ อาบัด อัล - ราห์มาน (Shaykh Uma Abd al - Rahman)
เป็นผู้นำด้านจิตใจ (spiritual leader) วัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องการโค่นล้มรัฐบาลอียิปต์ นำโดยประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก แล้วจัดตั้งรัฐอิสลาม ซึ่งใช้กฎหมายอิสลามในการปกครองอียิปต์

              กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา ก่อการร้ายอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ต่อเป้าหมายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่รัฐบาลอียิปต์ รวมทั้งชาวอียิปต์ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคอบติก และชาวอียิปต์ที่ต่อต้านพวกมุสลิมหัวรุนแรง นอกจากนั้นยังก่อการร้ายด้วยการยิงโจมตีนักท่องเที่ยวต่างประเทศในอียิปต์ตั้งแต่ปี 2535 อนึ่ง กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา อ้างด้วยว่าเป็นผู้พยายามลอบสังหารประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ขณะเยือนกรุงแอดดิส อะบาบา เอธิโอเปีย เมื่อปี 2538 แต่ปฏิบัติการล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางการอียิปต์รณรงค์ปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้อย่างจริงจัง และสามารถกวาดล้างสมาชิกของกลุ่ม รวมทั้งทำลายฐานที่มั่นสำคัญหลายแห่ง ทำให้ปฏิบัติการก่อการร้ายของกลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา ลดลงมากในห้วงปัจจุบัน

               สำหรับกองกำลังของกลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานจำนวนที่แท้จริง แต่คาดว่าจะมีกำลังติดอาวุธหลายพันคน และมีผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วยความเห็นอกเห็นใจอีกหลายพันคนเช่นกัน กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา มีพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ของอียิปต์ แต่มีข่ายงานสนับสนุนอยู่ในไคโร อเล็กซานเดรีย และเขตในเมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา และผู้ว่างงาน รัฐบาลอียิปต์เชื่อว่า กลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยาได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซูดาน และกลุ่ม อิสลามหัวรุนแรงในอัฟกานิสถาน

           9. กลุ่มอัลญิฮัด (Al - Jjhad) หรือ Jihad Group , Islamic Jihad , New Jihad Group,Vanguards of Conquest , Tale'a al Fateh
          กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ เคลื่อนไหวก่อการร้ายตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 แต่ในห้วงเวลาปัจจุบันแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม ผู้นำดั้งเดิมคือ นายอับบัท อัล ซูมาร์ (Abbud al - Zumar) ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในอียิปต์

          ปัจจุบันกลุ่ม Vanguards of Conquest นำโดย ดร.ไอมาน อัล - ซาวา ฮิรี (Dr. Ayman al Zawahiri) ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่นอกอียิปต์

          กลุ่มญิฮัด มีผู้นำด้านจิตใจคนเดียวกันกับกลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา คือ ชีค อูมาร์ อับดัล ราห์มาน (Shiekh Umar Abd - al Rahman) วัตถุประสงค์ของกลุ่มอัล ญิฮัด ทุกกลุ่มคือโค่นล้ม รัฐบาลอียิปต์ นำโดยประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก (Hosni Mubarak) แล้วจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นแทน

          สมาชิกติดอาวุธของกลุ่มญิฮัด ปฏิบัติการก่อการร้ายหลายครั้งต่อเป้าหมายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียิปต์ กลุ่มญิฮัดดั้งเดิมเป็นผู้รับผิดชอบการสังหารอดีตประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต(Anwar Sadat) เมื่อปี 2524 ทั้งนี้ เป้าหมายของกลุ่มญิฮัด ไม่เหมือนกับของกลุ่มกัมมา อัล - อิสลามิยา ที่ทำร้ายและสังหารเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับกลางและระดับต่ำชาวอียิปต์ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคอบติก และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยกลุ่มญิฮัดมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอียิปต์ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีอียิปต์ กลุ่มญิฮัดประกาศความรับผิดชอบในการสังหารนายอัสซัน อัล - อัลฟี (Hassan Al -Alfi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอียิปต์ และนาย อาเตฟ เชดกี (Ataf Sedky) ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอียิปต์ เมื่อปี 2536

          ทางการอียิปต์ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนของกลุ่มญิฮัด แต่คาดว่ามีแกนนำระดับสูงของกลุ่มนี้ จำนวนหลายพันคน รวมทั้งมีผู้เห็นอกเห็นใจอีกหลายพันคน

           กลุ่มญิฮัด ปฏิบัติการก่อการร้ายในหลายพื้นที่ของไคโร และมีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่นอกประเทศ โดยเฉพาะอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และซูดาน ทั้งนี้ ทางการอียิปต์อ้างว่า อิหร่าน ซูดาน และกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มในอัฟกานิสถาน เป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มญิฮัดหลายกลุ่ม

           10. กลุ่มพยัคฆ์แห่งอ่าวอาหรับ (Tigers of the Gulf)
           เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐฯ ไม่ปรากฏผู้นำ เชื่อว่ามีฐานที่มั่นอยู่ในลอนดอน และสมาชิกอยู่ในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย

          กลุ่มพยัคฆ์แห่งอ่าวอาหรับ ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติการก่อการร้ายใด ๆ จนกระทั่งเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2533 ได้ร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายซาอุดีอาระเบีย อีก 3 กลุ่ม ลอบวางระเบิดไว้ในรถยนต์ (car bomb) ทำลายอาคารสำนักงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน (อเมริกัน 5 คน อินเดีย 2 คน) และบาดเจ็บกว่า 60 คนหลังจากนั้นก็ส่งโทรสารไปยังสำนักข่าวต่างประเทศอ้างความรับผิดชอบของเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว

           11. กลุ่มขบวนการอิสลามเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Islamic Movement for Change - IMC)
           เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมชีอะห์ ต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เดิมมี ชีค จาฟฟาร์ บิน อัลฮัจ กาสเซ็ม มาร์ซุก อัล ชาฮัท (Sheik Jaafar Bin Aalhaj Qassem Marzouk al - Shwaikhat) เป็นผู้นำ ต่อมาถูกจับกุมและคุมขังอยู่ในซีเรีย ปัจจุบันเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งทางการซาอุดี - อาระเบีย เชื่อว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตเพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการวางระเบิด ที่ริยาด เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2538

          กลุ่มขบวนการอิสลาม เพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวก่อการร้าย จนกระทั่งเมื่อเมษายน 2538 ส่งโทรสารไปสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำซาอุดีอาระเบีย ข่มขู่จะโจมตีทหารสหรัฐฯ ในประเทศดังกล่าว หากไม่ถอนออกจากซาอุดีอาระเบีย และเมื่อพฤศจิกายน 2538 ได้อ้างความรับผิดชอบการวางระเบิดเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2538 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย

          ต่อมาเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2538 กลุ่มนี้ส่งโทรสารไปยังสำนักข่าวเอพีข่มขู่จะโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย หากสมาชิกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มต่าง ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ให้ได้รับการปล่อยตัว

           12. กลุ่มอันซาร์ อัลเลาะห์ (Ansar Allah - Partisans of god)

          เป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวซาอุดีอาระเบีย ไม่ปรากฎผู้นำ ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวมาก่อน และเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ร่วมกับกลุ่มพยัคฆ์แห่งอ่าวอาหรับ และกลุ่มขบวนการอิสลามเพื่อการเปลี่ยน แปลง อ้างความรับผิดชอบในการวางระเบิดเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2538 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย

         นอกจากกลุ่มอันซาร์ อัลเลาะห์ อ้างว่าเป็นผู้วางระเบิดดังกล่าวและยังออกสารเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารอเมริกันทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม กับทั้งเรียกร้องให้ทางการซาอุดีอาระเบียปล่อยตัวนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวชีค โอมาร์ อับเดล ราห์มาน (Shiekh Omar Abdel Rahman) อิหม่ามชาวอียิปต์ นายมูซา อาบู มาร์ซุก (Musa Abu Marzuk) สมาชิกระดับนำของกลุ่มอิสลามิก ญิฮัด (Islamic Jihad) และนายรามซี ยูซูฟ (Ramusi Yusuf) ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดอาคารเวิลด์เทรด ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ

           13. กลุ่มเฮซบอลลาห์ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Hezballah หรือ Islamic Saudi Hezballah)
          กลุ่มก่อการร้ายซาอุดีอาระเบีย ไม่ปรากฎผู้นำ วัตถุประสงค์ต่อต้านชาวตะวันตก โดยเฉพาะ ชาวอเมริกันในซาอุดีอาระเบีย ทางการซาอุดีอาระเบีย สอบสวนพบว่ากลุ่มเฮซบอลลาห์ ซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ลอบวางระเบิดไว้ในรถบรรทุก (car bomb) เพื่อโจมตีเป้าหมายที่พักทหารสหรัฐฯ ในฐานทัพอากาศ King Abdul Aziz ในเอลโคบาร์ ซาอุดีอาระเบีย เมื่อ 25 มิถุนายน 2539 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน (เป็นทหารสหรัฐฯ ทั้งหมด) และมีผู้บาดเจ็บ 386 คน ต่อมาเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2539 กลุ่มเฮซบอลลาห์ ซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ข่มขู่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมิให้ทำร้ายชาวซาอุดีอาระเบีย 40 คน ที่ถูกจับกุมในข้อหาลอบวางระเบิดดังกล่าว กับทั้งปฏิเสธว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ระเบิดแต่อย่างใด

          จากการสอบสวนผู้ที่ถูกจับกุมปรากฎว่า กลุ่มเฮซบอลลาห์ ซาอุดีอาระเบีย ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านอาวุธ กำลังพล และเงินจากอิหร่าน ทั้งนี้ทางการซาอุดีอาระเบียเชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นแนวร่วมในสังกัดกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่มีฐานที่มั่นในเลบานอน และอยู่ภายใต้การชี้นำ รวมทั้งรับการสนับสนุนจากอิหร่านเช่นกัน นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าซีเรียก็อาจมีส่วนสนับสนุนกลุ่มนี้ด้วย เพราะผู้ที่ถูกจับกุมหลายคนถือหนังสือเดินทางปลอมที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำดามัสกัส ซีเรีย

           14. กลุ่มเฮซบอลลาห์ กัลฟ์ (Hizballah - gulf)
          ไม่ปรากฎการเคลื่อนไหวมาก่อน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในเอลโคบาร์ ซาอุดีอาระเบีย เมื่อ 25 มิถุนายน 2539 กลุ่มนี้อ้างว่าเป็นผู้วางระเบิดดังกล่าว พร้อมทั้งข่มขู่จะ ปฏิบัติการเช่นนี้อีก หากสหรัฐฯ ไม่ถอนกำลังออกจากซาอุดีอาระเบีย

           ขณะเดียวกัน กลุ่ม Legion of the martyr Abdullah al - Huqaifi ซึ่งไม่เคยปรากฏการเคลื่อนไหวมาก่อน ได้อ้างว่ามีส่วนรับผิดชอบในการลอบวางระเบิดที่เอลโคบาร์ เมื่อ 25 มิถุนายน 2539 เช่นกัน กับทั้งโทรศัพท์ไปยังสถานีโทรทัศน์ในซาอุดีอาระเบียข่มขู่ว่าจะวางระเบิดเป้าหมายทหารสหรัฐฯ อีก จนกว่าสหรัฐฯ จะถอนทหารทั้งหมดออกจากซาอุดีอาระเบีย
 
           15. กลุ่มขบวนการเพื่อการปฏิรูปอิสลามในซาอุดีอาระเบีย (Movement for Islamic Reform in Arabia - MIRA)
           เป็นกลุ่มต่อต้านระบอบ กษัตริย์ในซาอุดีอาระเบีย ผู้นำคือ นายซาอัด อัล ฟากิ (Saad al - Fagih) มีแหล่งพักพิงอยู่ในลอนดอน อังกฤษ วัตถุประสงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย แต่ยังไม่มีปฏิบัติการก่อการร้ายที่รุนแรงแต่อย่างใด มีเพียงการส่งจดหมายหรือเอกสารสิ่งพิมพ์โจมตี รัฐบาลและราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย จากอังกฤษเข้าไปเผยแพร่ในซาอุดีอาระเบีย พร้อมกับการจัดหาเงินทุนสนับสนุนจากชุมชนมุสลิมในต่างประเทศ

           16. กลุ่มคณะกรรมการ เพื่อคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย (Committee for the Defense of Legitimate Right - CDLR)
          มีเป้าหมายต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ผู้นำคือ นายโมฮัมเหม็ด อัล มาสซารี (Mohammed al - Massari) ซึ่งถูกทางการซาอุดีอาระเบียจับกุมเมื่อปี 2539 ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดในริยาด เมื่อปี 2538 นอกจากนั้นยังสอบสวนพบว่ากลุ่ม CDLR ติดต่อกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์หลายกลุ่ม

            17. กลุ่มคัค และคาฮาเน ชาย (Kach and Kahane Chai)
          เป็นกลุ่มชาวยิวแนวทางขวาจัด ต้องการผดุงความเป็นประเทศอิสราเอล กลุ่มคัค (Kach) จัดตั้งโดย รับไบ เมียร์ คาฮาเน (Rabbi Meir Kahane) นักบวชชาวยิวหัวรุนแรงในสหรัฐ ฯ ส่วนกลุ่มคาฮาเน ชาย (Kahane Chai) ซึ่งมีความหมายว่า ชีวิตของคาฮาเน (Kahane Lives) จัดตั้งโดยนายเบนจามิน คาฮาเน บุตรชายของรับไบ เมียร์ คาฮาเน

          เมื่อปี 2539 รัฐบาลอิสราเอลประกาศว่ากลุ่มคาฮาเน ชาย เป็นกลุ่มก่อการร้ายตามกฎหมายก่อการร้ายของอิสราเอล เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวประกาศสนับสนุนการโจมตี ดร.บารุก โกสลตีน เมื่อปี 2539 ที่โบสถ์ในเทลอาวีฟ กลุ่มคัค และ คาฮาเน ชาย ปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลอิสราเอล อีกทั้ง ข่มขู่และทำร้ายชาวปาเลสไตน์ที่พำนักอยู่ในเมืองเฮบรอน และดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน  รวมทั้งชาวอาหรับ ชาวปาเลสไตน์ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิสราเอลโดยทั่วไปด้วย  นอกจากนั้นยังอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีชาวปาเลสไตน์ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และได้รับบาดเจ็บ 2 คน เมื่อปี 2536

          สำหรับกำลังของกลุ่มคัค และคาฮาเน ชาย นั้นไม่มีรายงานจำนวนที่แน่นอน โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในอิสราเอล และเขตตั้งถิ่นฐานชาวยิว โดยเฉพาะในเมืองเฮบรอน กลุ่มคัคและคาฮาเน ชาย ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นอกเห็นใจในสหรัฐฯ และยุโรป

           18. กลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค (Mujahedin - e Khalq Organization - MEK/MKO) หรือ The National Liberation Army of Iran (NLA) , the People's society (องค์กรบังหน้าของ MEK ดำเนินการจัดหาทุนสนับสนุน)
          จัดตั้งเมื่อปี 2503 โดยบรรดานักศึกษาอิหร่าน เพื่อต่อต้านรัฐบาลพระเจ้าชาห์ และอิทธิพลของประเทศตะวันตก ที่มีอยู่เหนืออิหร่านในห้วงเวลาดังกล่าว ในช่วงทศวรรษที่ 1970 กลุ่ม MEK ปฏิบัติการก่อการร้ายโดยเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงอิหร่าน ตั้งแต่นั้นมา กลุ่ม MEK ก็พัฒนาจนเป็นกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลอิหร่านโดยมีอุดมการณ์ ผสมผสานระหว่างลัทธิมาร์กซ์ กับศาสนาอิสลาม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน กลุ่ม MEK ยังคงก่อการร้ายต่อเป้าหมายผลประโยชน์ของรัฐบาลอิหร่านภายในและต่างประเทศ

          กลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค ดำเนินกิจกรรมรณรงค์การต่อต้านรัฐบาลอิหร่านอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเน้นการเผยแพร่การโฆษณาชวนเชื่อ พร้อมกับปฏิบัติการ ก่อการร้ายบ้างเป็นครั้งคราว ในระหว่างช่วงทศวรรษที่ 1970 กลุ่มนี้ก่อการร้ายภายในประเทศอิหร่านเพื่อโจมตีและบ่อนทำลาย รัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของพระเจ้าชาห์ และได้สังหารเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งทหารและพลเรือน ที่ทำงานอยูในโครงการทางทหารในกรุงเตหะราน ในช่วงเวลาดังกล่าวหลายคน นอกจากนั้นยังมีส่วนสนับสนุนการเข้ายึดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิหร่าน เมื่อปี 2522  อย่างไรก็ตามในห้วงปัจจุบันที่อิหร่านปกครองโดยผู้นำทางศาสนาอิสลาม กลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค โจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำ 13 ประเทศ เพื่อแสดงขีดความสามารถว่า สามารถปฏิบัติการก่อการร้ายขนาดใหญ่ในต่างประเทศ

           สำหรับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค มีจำนวนหลายพันคน อยู่ในฐานที่มั่นในอิรัก และรวมตัวกันภายใต้ชื่อกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (National Liberation Army - NLP) โดยมีข่ายงานสนับสนุนกระจายอย่างกว้างขวางอยู่ในต่างประเทศ

          ในช่วงทศวรรษที่ 1980 สมาชิกระดับนำของกลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค ถูกกดดันจากการกวาดล้างของหน่วยรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลอิหร่าน จนต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ โดยผู้นำหลายคนพำนักอยู่ในฝรั่งเศส แต่ส่วนใหญ่เข้าไปตั้งรกรากอยู่ในอิหร่านในราวปี 2530 และได้ลดระดับการก่อการร้ายลง ในระหว่างสงครามอิรัก - อิหร่าน ใกล้จะสิ้นสุดลง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติของกลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค ปฏิบัติการทางทหารหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มมูจีฮีดีน เอ คลัค ประสบความสำเร็จในการโฆษณาชวนเชื่อในต่างประเทศมากกว่าด้านการก่อการร้าย

           เป็นที่แน่นอนว่า กลุ่มมูจาฮีดีน เอ คลัค ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิรัก กับทั้งอาศัยองค์กรบังหน้าของกลุ่มในประเทศต่าง ๆ ดำเนินการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการ

           19. กลุ่มนายออสมา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden)
          เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมภายใต้การนำของ นายออสมา บิน ลาเดน มหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันถูกขับออกนอกประเทศ และลี้ภัย รวมทั้งมีฐานที่มั่นอยู่ในอัฟกานิสถาน (ในเขตอิทธิพลของกลุ่มตอลีบัน ซึ่งปัจจุบันยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน และประกาศตัวเป็นรัฐบาลของอัฟกานิสถาน แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ มีเพียงปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้น ที่ให้การรับรอง)

          นายออสมา บิน ลาเดน เกิดในตระกูลมหาเศรษฐีซึ่งมีอิทธิพลสูง ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2500 ปัจจุบันอายุ 42 ปี เมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 ได้เข้าร่วมรบในสงครามกลาง เมืองอัฟกานิสถาน กับกลุ่มนักรบมุสลิมซึ่งเรียกว่ามูจาฮีดีน เพื่อต่อสู้กับกองทัพสหภาพโซเวียต จนได้รับชัยชนะขับไล่ทหารสหภาพโซเวียตออก จากอัฟกานิสถานต่อมาถูกถอดถอนสัญชาติและขับออกนอกประเทศซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากมีพฤติกรรมสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงโดยเปิดเผย หลังจากนั้น นายบิน ลาเดน ลี้ภัยไปพำนักอยู่ในซูดานเป็นเวลาหลายปีและได้จัดตั้งค่ายฝึกก่อการร้ายขึ้นเพื่อทำการฝึกให้กลุ่มก่อการร้ายมุสลิมต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นายบิน ลาเดนต้องเดินทางออกจากซูดานซึ่งถูกประชาคมระหว่างประเทศกดดันให้ยุติการให้ที่พำนักแก่ นายบิน ลาเดน ทั้งนี้ ปรากฏความเคลื่อนไหวของ นายบิน ลาเดน ในอิหร่าน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เยเมน อังกฤษ และ สวิตเซอร์แลนด์ และในช่วงเวลาดังกล่าวหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่า นายบิน ลาเดนมีส่วนพัวพันกับการก่อการร้ายหลายครั้ง โดยเฉพาะการให้เงินทุนสนับสนุนการลอบวางระเบิดหลายครั้งในเยเมน เมื่อปี 2535 การพยายามลอบสังหารมกุฎราชกุมารจอร์แดน เมื่อปี 2536 การพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ เมื่อปี 2538 การวางระเบิดทหารสหรัฐฯ 5 คน ในริยาด ซาอุดีอาระเบีย เมื่อปีเดียวกัน การลอบวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูตอียิปต์ในปากีสถาน ปี 2538 การลอบวางระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อปี 2536 การลอบวางระเบิดที่พักทหารในเอลโคบาร์ ซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2539 และการวางระเบิดสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ประจำเคนยา และ แทนซาเนีย ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อปี 2540 ปัจจุบัน นายบิน ลาเดน เป็นผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐฯ ต้องการตัวมากที่สุด

          ขณะนี้ นายบิน ลาเดน ังคงพำนักอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถานเชื่อว่า นายบิน ลาเดน มีทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่ามหาศาล เนื่องจากมีธุรกิจในหลายประเทศ และได้ใช้จ่ายเงินส่วนนี้ในการสนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายหลายกลุ่ม ทั้งด้านจัดหาตัวบุคคล ให้การฝึกด้านการก่อการร้ายและวางแผนปฏิบัติการ


ภูมิภาคยุโรป [TOP]

1. กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอริช (Irish Republican Army) หรือไออาร์เอ (IRA)
2. กองกำลังอาสาสมัครของฝ่ายนิยมอังกฤษ (Loyalist Volunteer Force) หรือกลุ่ม แอลวีเอฟ (LVF)
3. กลุ่มเพื่อมาตุภูมิและเสรีภาพของชาวบาสก์ (Basque Fatherland and Liberty) หรือกลุ่ม อีทีเอ (ETA)
4. กลุ่มองค์การปฏิวัติ 17 พฤศจิกายน (Revolutionary Organization 17 November - 17 November )
5. กลุ่มต่อสู้เพื่อการปฏิวัติของประชาชน (Revolutionary People's Struggle) หรือกลุ่ม อีแอลเอ (ELA)
6. พรรคคนงานชาวเคิร์ด (Kurdistan Workers Party)หรือกลุ่มพีเคเค (PKK)
7 . กลุ่มพรรคแนวร่วมปฏิวัติเพื่ออิสรภาพของประชาชน (Revolutionary People's Liberation Party / Front) หรือกลุ่มดีเอชเคพี/ซี (DHKP/C) หรือกลุ่ม Deverimici Sol (Revolutionary Left หรือ Rev Sol)

1. กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอริช (Irish Republican Army) หรือไออาร์เอ (IRA)
           เป็นกลุ่มชาวไอริชหัวรุนแรงติดอาวุธ จัดตั้งเมื่อปี 2512 ปฏิบัติการลับในสังกัดของกลุ่มชินเฟน (Sin Feinn) ซึ่งเป็นองค์การทางการเมืองของชาวไอริช ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนไอร์แลนด์เหนือออกจากการปกครองของอังกฤษ กลุ่มไออาร์เอ มีโครงสร้างการจัดที่เล็กกระทัดรัด และมี ประสิทธิภาพภายใต้การนำของสภากองทัพ (Army Council)

          ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกลุ่มไออาร์เอ ปฏิบัติการก่อการร้ายอย่างรุนแรงด้วย การลอบวางระเบิด ลอบสังหาร ลักพาตัว ทรมาน และปล้นสดมภ์ต่อเป้าหมายชาวโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอัง กฤษระดับสูง ทหาร และตำรวจอังกฤษที่ประจำการอยู่ในไอร์แลนด์เหนือ รวมทั้งกองกำลังของชาวไอริช (โปรเตสแตนท์) ที่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครอง ของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของหลายฝ่าย โดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งดำเนินการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความบาดหมางในไอร์แลนด์ ทำให้กระบวน การสันติภาพคืบหน้า โดยในปี 2537 มีการทำข้อตกลงหยุดยิงในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งไออาร์เอก็ยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธลง จนถึงกุมภาพันธ์ 2539 กลุ่มไออาร์เอ ก็ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยการลอบวางระเบิดหลายครั้งอย่างต่อเนื่องต่อเป้าหมายรถไฟ และสถานีรถไฟใต้ดิน รวมทั้งศูนย์การค้า และย่านชุมชนหนาแน่นในเกาะอังกฤษ นอกจากนี้ยังก่อการร้ายต่อเป้าหมายของกลุ่มชาวโปรเตสแตนท์ติดอาวุธในไอร์แลนด์เหนือ และสิ่งอำนวยความสะดวกของทหารอังกฤษในทวีปยุโรปด้วย

          ในปัจจุบันมีการเจรจาสันติภาพ ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในไอร์แลนด์เหนืออีกครั้ง ส่งผลให้เหตุการณ์ในไอร์แลนด์เหนือสงบลงอีก โดยไม่มีการก่อการร้ายที่รุนแรงใดๆ แม้ว่าการเจรจาจะยังไม่บรรลุผลคืบหน้ามากนักก็ตาม

          สำหรับกำลังของกลุ่มไออาร์เอนั้น คาดว่าขณะนี้มีกำลังติดอาวุธหลายร้อยคนและมีผู้เห็น อกเห็นใจอีกหลายพันคน ส่วนพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในไอร์แลนด์เหนือ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เกาะอังกฤษและ ทวีปยุโรป กลุ่มไออาร์เอได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม และองค์กรต่างประเทศหลาย องค์กร รวมทั้งได้รับเงินบริจาคจากผู้เห็นอกเห็นใจในสหรัฐฯ ส่วนการจัดหาอาวุธ และการฝึกการก่อการร้ายนั้นเดิมเคยมีรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากลิเบียและ องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ.)

2. กองกำลังอาสาสมัครของฝ่ายนิยมอังกฤษ (Loyalist Volunteer Force) หรือกลุ่ม แอลวีเอฟ (LVF)
          กลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือจัดตั้งเมื่อปี 2539 เพื่อเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (Splinter) ของกลุ่ม Loyalist Vester Volunteer Force (UVF) ซึ่งเป็นกลุ่มชาวไอร์แลนด์เหนือ นับถือคริสต์ศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ต่อต้าน ผู้นับถือคาธอลิกในไอร์แลนด์เหนือ และเป็นฝ่ายนิยมอังกฤษที่ไม่ต้องการแบ่งแยกไอร์แลนด์เหนือจัดตั้งเป็นประเทศ หรือรวมกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์

          กลุ่มแอลวีเอฟ ก่อการร้ายโจมต ีเป้าหมายนักการเมืองและพลเรือนคาธอลิก รวมทั้งนักการเมืองโปรเตสแตนท์ที่เห็นด้วยกับกระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ แกนนำของกลุ่มประกอบด้วยพวกหัวรุนแรงสุดขั้วที่เคยเป็นผู้ร่วมงานและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายบิลลี ไรท์ (Billy Wripht) สมญา ราชาหนู (King Rat) ซึ่งเป็นหัวหน้าและผู้ก่อตั้งกลุ่ม ถูกลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติไอร์แลนด์ (Irish National Liberation Army - INLA) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวโปรแตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือ

          สื่อมวลชนของอังกฤษคาดการณ์ว่า กำลังของกลุ่มแอลวีเอฟมีประมาณ 500 คน พื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มนี้อยู่ในไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ

3. กลุ่มเพื่อมาตุภูมิและเสรีภาพของชาวบาสก์ (Basque Fatherland and Liberty) หรือกลุ่ม อีทีเอ (ETA)
          เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ (ทางเหนือของสเปนติดกับเขตแดนฝรั่งเศส ออกจากการปกครองของสเปน จัดตั้งเมื่อปี 2502 นิยมแนวคิดของมาร์กซ์ ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยการลอบวางระเบิดและลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐบาลสเปน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และผู้ทำงานด้านศาล นอกจากนี้ ยังโจมตีเป้าหมายผลประโยชน์ของฝรั่งเศสด้วยเพื่อแก้แค้นที่ทางการฝรั่งเศสร่วมมือกับรัฐบาลสเปนในการปราบปรามกลุ่ม

          กลุ่มอีทีเอ จัดหาเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดย การประกอบอาชญากรรม อาทิ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ปล้นสะดม และขู่กรรโชก ทั้งนี้ ประมาณว่า ตั้งแต่กลุ่มอีทีเอเริ่มก่อการร้ายได้สังหารเหยื่อแล้วมากกว่า 800 คน รวมทั้งมีส่วนเกี่ยวข้อง ในคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ 13 คน อย่างไรก็ตาม ทางการสเปนไม่สามารถชี้ชัดว่า กำลังของกลุ่มอีท ีเอ มีจำนวนเท่าใด แต่ผู้เห็นอกเห็นใจกลุ่มนี้มีจำนวนมาก ขณะที่สมาชิกของกลุ่มมีหลายร้อยคน พื้นที่และฐานปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นบาสก์ของสเปน แต่ก็มีบางครั้งที่กลุ่มอีทีเอ ลอบวางระเบิดผลประโยชน์ของสเปนและฝรั่งเศสในที่ต่าง ๆ ทั่วไปไม่จำกัด เชื่อกันว่าในอดีตสมาชิกของกลุ่มอีทีเอรับการฝึกในลิเบีย เลบานอน และนิการากัว และมีสมาชิกบางคนยังคงลี้ภัยอยู่ในคิวบา กลุ่มอีทีเอมีความสัมพันธ์กับกลุ่ม ไออาร์เอในไอร์แลนด์เหนือ โดยเฉพาะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติการก่อการร้ายบางครั้ง

4. กลุ่มองค์การปฏิวัติ 17 พฤศจิกายน (Revolutionary Organization 17 November - 17 November )
          กลุ่มหัวรุนแรงนิยมซ้ายจัดตั้งเมื่อปี 2518 และตั้งชื่อตามเหตุการณ์ในพฤศจิกายน 2516 ที่นักศึกษาในกรีซลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารของกรีซในขณะนั้น กลุ่ม 17 พฤศจิกายน ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันของกรีซ กับทั้งต่อต้านสหรัฐฯ ตุรกี และนาโต โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากกรีซและให้ตุรกีถอนกำลังทหารที่ประจำอยู่ในไซปรัส ตลอดจนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกรีซกับนาโตและสหภาพยุโรป

          กลุ่ม 17 พฤศจิกายน ซึ่งมีโครงสร้างการจัดที่ คลุมเครือไม่ชัดเจน (บางรายงานคาดว่า กลุ่มนี้รวมอยู่กับกลุ่ม ก่อการร้าย ของกรีซกลุ่มอื่นๆ ) ปฏิบัติการครั้งแรกด้วยการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และกรีซหลายคน ต่อมาในห้วงปี 2523 ก็ปฏิบัติการ ลอบวางระเบิดด้วย ตั้งแต่ปี 2533 กลุ่ม 17 พฤศจิกายน ขยายการก่อการร้ายต่อเป้าหมาย สิ่งอำนวยความสะดวกของสหภาพ ยุโรป และบริษัทของต่างชาติในกรีซ โดยมีการใช้จรวดยิงโจมตีเป้าหมายด้วย ทั้งนี้ พื้นที่ปฏิบัติการ ของกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ โดยไม่ปรากฏว่ากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศแต่อย่างใด

5. กลุ่มต่อสู้เพื่อการปฏิวัติของประชาชน (Revolutionary People's Struggle) หรือกลุ่ม อีแอลเอ (ELA)
          กลุ่มซ้ายจัดซึ่งพัฒนาการมาจากกลุ่มฝ่ายค้านรัฐบาลทหารของกรีซในระหว่างปี 2510 - 2517 กลุ่มอีแอลเอจัดตั้งเมื่อปี 2514 วัตถุประสงค์เพื่อการปฏิวัติล้มล้างลัทธิจักรวรรดินิยม โดยประกาศ ตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยเพื่อต่อต้านการครอบงำของลัทธิดังกล่าว โดยเฉพาะต้องการกำจัดอิทธิพลของสหรัฐฯ และให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพที่ประจำการอยู่ในกรีซ

          ตั้งแต่ปี 2517 กลุ่มอีแอลเอก่อการร้ายด้วยการลอบวางระเบิดเป้าหมายรัฐบาลกรีซ รวมทั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อปี 2529 กลุ่มอีแอลเอยุติการโจมตีเป้าหมายดังกล่าว ต่อมาเมื่อปี 2523 เจ้าหน้าที่กรีซบุกค้นบ้านลับ (Safehouse) แห่งหนึ่งในเอเธนส์ และพบว่าเป็นแหล่งซุกซ่อนอาวุธของกลุ่มอีแอลเอ กับทั้งตรวจพบว่ากลุ่มนี้มีการติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายกรีซอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งกลุ่ม 1 พฤษภาคม และกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติ (Revolutionary Solidarity) อนึ่ง กลุ่มอีแอลเอและกลุ่ม 1 พฤษภาคม ปฏิบัติการร่วมกันในการลอบวางระเบิดถึง 20 ครั้ง ระหว่างปี 2534 ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจกรีซเชื่อว่ากลุ่มอีแอลเอมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มองค์การปฏิวัติ 17 พฤศจิกายน (Revolutionary Organization 17 November) อย่างไรก็ตาม ทางการกรีซไม่มีข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีกำลังเท่าใด ขณะที่แน่ใจว่ากลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกประเทศ

6. พรรคคนงานชาวเคิร์ด (Kurdistan Workers Party)หรือกลุ่มพีเคเค (PKK)
          จัดตั้งเมื่อปี 2518 โดยชาวเคิร์ดในตุรกีเป็นกลุ่มหัวรุนแรงนิยมแนวทางมาร์กซ์ - เลนิน ในห้วงปัจจุบันย้ายพื้นที่ปฏิบัติการจากบริเวณป่าเขาเข้ามาก่อการร้ายภายในเมืองวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดนของชาวเคิร์ดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีออกจากการ
ปกครองของตุรกี แล้วจัดตั้งเป็นรัฐเคิร์ดอิสระ

          กลุ่มพีเคเคก่อการร้ายโจมตีเป้าหมายกอง กำลังรักษาความปลอดภัยในตุรกีรวมทั้งเข้าไปปฏิบัติการโจมตีผลประโยชน์ของตุรกีในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป นอกจากนั้น ยังโจมตีนักการทูตตุรกีและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าของตุรกีในประเทศยุโรปหลายประเทศในปี 2536 และ ปี 2538 กลุ่มพีเคเคพยายามทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของตุรกีด้วยการลอบวางระเบิดสถานที่ ท่องเที่ยว โฮเต็ล และลักพาตัวนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

          กำลังของกลุ่มพีเคเคคาดว่ามีจำนวนประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คน กับทั้งมีผู้เห็นอกเห็นใจจำนวนหลายพันคนทั้งในตุรกีและยุโรป ทั้งนี้กลุ่มพีเคเคปฏิบัติการในตุรกี ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยมีถิ่นพำนักลี้ภัย และได้รับการสนับสนุนไม่มากนักจากซีเรีย อิรัก และอิหร่าน

7. กลุ่มพรรคแนวร่วมปฏิวัติเพื่ออิสรภาพของประชาชน (Revolutionary People's Liberation Party / Front) หรือกลุ่มดีเอชเคพี/ซี (DHKP/C) หรือกลุ่ม Deverimici Sol (Revolutionary Left หรือ Rev Sol)
          เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 2521 ในนามของกลุ่ม Deverimici Sol หรือ Dev Sol เป็นหน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็วของ พรรค/แนวร่วมปฏิวัติเพื่ออิสรภาพของประชาชนในตุรกี มีการนำเอาชื่อกลุ่มนี้มาใช้อีกครั้งหลังจากเกิดการแตกแยกภายในพรรคดังกล่าว โดยยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม คือต่อต้านสหรัฐฯ และนาโต กลุ่มนี้จัดหาเงินทุนสนับสนุนด้วยการปล้นสดมภ์และขู่กรรโชก

          ตั้งแต่ปลายปี 2523 กลุ่ม Dev Sol โจมตีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและทหารตุรกีทั้งใน และนอกประจำการ ต่อมาในปี 2533 ก็เริ่มปฏิบัติการโจมตีผลประโยชน์ของต่างชาติในตุรกี นอกจากนั้น ได้ลอบสังหารทหารสหรัฐฯ 2 คน และทำร้ายร่างกายทหารอากาศสหรัฐฯ 1 คน เพื่อแสดงการประท้วงกรณีสหรัฐฯ บุกยึดคูเวตคืนจากอิรักในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ต่อมาในปี 2535 กลุ่ม Dev Sol ใช้จรวดยิงโจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯ ในกรุงอิสตันบูล ตุรกี และลอบสังหารนักธุรกิจตุรกีผู้มีชื่อเสียง เมื่อต้นปี 2539 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สำคัญของกลุ่มนี้

          ทางการตุรกีไม่มีรายงานที่แน่นอนถึงจำนวนที่แท้จริงของสมาชิกกลุ่ม Dev Sol ขณะที่กลุ่มนี้มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในตุรกี โดยเฉพาะอิสตันบูล ต่อมาขยายไปยังอังการา อิซมีร์ และอาดานา แต่ก็ไม่ปรากฏการสนับสนุนจากต่างชาติ แม้จะมีกิจกรรม จัดหาเงินทุนสนับสนุนกลุ่มดังกล่าวในประเทศยุโรปตะวันตกหลายประเทศ


ภูมิภาคอเมริกา [TOP]

1. กลุ่มปฏิวัติทูปัคอามารู (Tupac Amaru Revolutionary Movement) หรือกลุ่ม เอ็มอาร์ทีเอ (MRTA)
2. กลุ่มเซ็นเดโร ลูมิงโนโซ (Sendero Luminoso) หรือกลุ่มชินนิ่งพาธ (Shining Path) หรือเอสแอล (SL)
3. กลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (National Liberation Army) หรือกลุ่ม อีแอลเอ็น (ELN)
4. กลุ่มแนวร่วมรักชาติมานูเอล รอดริกเก้ (Manuel Rodriguez Patriotic Front) หรือ เอฟพีเอ็มอาร์ (FPMR)
5. กลุ่มกองกำลังปฏิวัติโคลัมเบีย (Revolutionary Armed Forces of Columbia) หรือ กลุ่มฟาร์ค (FARC)


1. กลุ่มปฏิวัติทูปัคอามารู (Tupac Amaru Revolutionary Movement) หรือกลุ่ม เอ็มอาร์ทีเอ (MRTA)

          กลุ่มก่อการร้ายในเปรู จัดตั้งในรูปของขบวนการปฏิวัติ นิยมลัทธิมาร์กซ์ - เลนิน วัตถุประสงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเปรู แล้วจัดตั้งรัฐสังคมนิยมขึ้นแทน อย่างไรก็ตาม สมาชิกกลุ่มดังกล่าวถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่แปรพักตร์ละทิ้งขบวนการไป ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายลดลง

          กลุ่มทูปัค อามารู ก่อการร้ายด้วยวิธีการลอบวางระเบิด ลักพาตัว ซุ่มโจมตี และลอบสังหาร กลุ่มนี้ปฏิบัติการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่ก็ลดปฏิบัติการลงอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ถูกจับกุม คุมขัง อย่างไรก็ตามเมื่อธันวาคม 2539 สมาชิกของกลุ่มทูปัค อามารู จำนวน 14 คน บุกเข้ายึดทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงลิมา ขณะมีงานเลี้ยงรับรอง แล้วจับกุมผู้ที่มาร่วมงานทั้งหมดจำนวนหลายร้อยคนเป็นตัวประกัน โดยยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลเปรูปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มที่ถูกคุมขังอยู่ทั้งหมด เพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพของตัวประกัน วิกฤตการณ์ จับตัวประกันครั้งนี้ซึ่งกินเวลานานถึง 5 เดือน สิ้นสุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่เปรู จู่โจมเข้าช่วยเหลือตัวประกันสำเร็จ มีตัวประกันเสียชีวิตเพียง 1 คน ขณะที่ผู้ก่อการร้ายทั้งหมดเสียชีวิต

          ปัจจุบันเชื่อว่ากลุ่มทูปัค อามารู มีสมาชิกเพียง 100 คน เท่านั้น โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในเปรู และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด

2. กลุ่มเซ็นเดโร ลูมิงโนโซ (Sendero Luminoso) หรือกลุ่มชินนิ่งพาธ (Shining Path) หรือเอสแอล (SL)
          กลุ่มก่อการร้ายที่ใหญ่ที่สุด (หนึ่งในสองกลุ่ม) ของเปรู และเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการโหดเหี้ยมที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก จัดตั้งเมื่อปี 2503 โดยศาสตราจารย์ อาบิเทล กูซแมน (Abitel Guzman) วัตถุประสงค์เพื่อทำลายสถาบันการปกครองของเปรู แล้วจัดตั้งรัฐบาลปฏิวัติของชาวไร่ชาวนาขึ้นแทน พร้อมทั้งขับไล่อิทธิพลของต่างชาติออกจากเปรู การที่ทางการจับกุมตัวศาสตราจารย์กูซแมนได้ เมื่อปี 2535 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชินนิ่งพาธ ต่อมาการจับกุมสมาชิกระดับนำของกลุ่มนี้ได้อีกหลายคนในปี 2538 ก็ยิ่งทำให้กลุ่มชินนิ่งพาธตกต่ำลงอย่างมาก ทั้งนี้ ประธานาธิบดี ฟูจิโมริ แห่งเปรู กำลังดำเนินโครงการนิรโทษกรรมกลุ่มก่อการร้ายในเปรู ส่งผลให้สมาชิกกลุ่มชินนิ่งพาธละทิ้งกลุ่มเข้ามอบตัวต่อทางการเป็นจำนวนมาก

          กลุ่มชินนิ่ง พาธ ีชื่อเสียงด้านปฏิบัติการที่ทารุณโหดร้ายรวมทั้งการวางระเบิดอย่างไม่เลือกเป้าหมาย สถาบันทุกแห่งของเปรูล้วนเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายของกลุ่มนี้ทั้งสิ้น นอกจากนั้น กลุ่มชินนิ่ง พาธยังลอบวางระเบิดโจมตีคณะทูตต่างประเทศที่ประจำอยู่ในเปรูหลายครั้ง รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูต และบริษัทการค้าของสหรัฐฯ ในเปรู

          กำลังติดอาวุธของกลุ่มชินนิ่ง พาธ มีจำนวนประมาณ 1,500- 2,000 คนและมีผู้สนับสนุนอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะชาวชนบท โดยมีฐานที่มั่นอยู่ ในเขตชนบท และปฏิบัติการก่อการร้ายในลิมา เมืองหลวง    กลุ่มชินนิ่ง พาธ หาเงินทุนสนับสนุนด้วยการลักลอบค้าโคเคน และไม่ปรากฏว่าได้รับ ความช่วย เหลือจากต่างประเทศ

3. กลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (National Liberation Army) หรือกลุ่ม อีแอลเอ็น (ELN)
          กลุ่มก่อการร้ายในโคลัมเบีย จัดตั้งขึ้นในเขตชนบทของโคลัมเบียเมื่อปี 2506 นิยมแนวทางมาร์กซ์ - เลนิน ปฏิบัติการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการลักพาตัวชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท การค้า ในโคลัมเบีย เพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวนมาก นอกจากนั้นยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมน้ำมันในโคลัมเบีย รวมทั้งลอบวางระเบิดเพื่อทำลายธุรกิจของต่างชาติ รวมทั้งธุรกิจของสหรัฐฯ ในเปรู โดยเฉพาะเป้าหมายอุตสาหกรรมน้ำมัน

          ทางการโคลัมเบียเชื่อว่ากลุ่มอีแอลเอ็น มีกำลังติดอาวุธจำนวนประมาณ 3,000 คน มีฐาน ที่มั่นอยู่บริเวณชายแดนโคลัมเบีย ด้านเวเนซูเอลา และได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ

4. กลุ่มแนวร่วมรักชาติมานูเอล รอดริกเก้ (Manuel Rodriguez Patriotic Front) หรือ เอฟพีเอ็มอาร์ (FPMR)
          เดิมกลุ่มเอฟพีเอ็มอาร์จัดตั้งเมื่อปี 2516 เป็นหน่วยติดอาวุธในสังกัดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชิลี โดยตั้งชื่อตามมานูเอล รอดริเก้ วีรบุรุษของชิลีในระหว่างการทำสงครามกอบกู้เอกราชจาก สเปน ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 กลุ่มนี้ได้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกพัฒนาเป็นพรรคการเมืองเมื่อปี 2534 และอีกกลุ่มคือ กลุ่มเอฟพีเอ็มอาร์ เป็นกลุ่มก่อการร้ายแต่เพียงกลุ่มเดียวในชิลี

          กลุ่มเอฟพีเอ็มอาร์ โจมตีเป้าหมายพลเรือน และชาวต่างชาติในชิลี   โดยเฉพาะผลประโยชน์และธุรกิจของสหรัฐฯ รวมทั้งโบสถ์ของ ชาวสหรัฐฯ นับถือศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน ในปี 2536 กลุ่มดังกล่าวลอบวางระเบิด ร้านอาหารแม็คโดนัล และพยายามลอบวางระเบิดร้านอาหารเคนตั๊กกี้ ฟรายชิคเก้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชิลีทำการปราบปรามอย่างจริงจัง ส่งผลให้กลุ่มนี้อ่อนแอลง และสมาชิกถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อธันวาคม 2539 สมาชิกระดับนำของ กลุ่มเอฟพีเอ็มอาร์ 4 คน สามารถหลบหนีออกจากเรือนจำในชิลีได้

          ปัจจุบันคาดว่า กลุ่มเอฟพีเอ็มอาร์ มีสมาชิกประมาณ 50 - 100 คน ในชิลี โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากต่างประเทศ

5. กลุ่มกองกำลังปฏิวัติโคลัมเบีย (Revolutionary Armed Forces of Columbia) หรือ กลุ่มฟาร์ค (FARC)
          กลุ่มก่อการร้ายนิยมซ้ายที่ใหญ่ที่สุด ได้รับการฝึกและติดอาวุธดีที่สุดในโคลัมเบีย จัดตั้งเมื่อปี 2509 ในรูปแบบกองกำลังติด อาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งโคลัมเบีย วัตถุประสงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล รวมทั้งชนชั้น ปกครองในโคลัมเบีย พร้อมกับต่อต้านสหรัฐฯ กลุ่มฟาร์คปฏิบัติการก่อการร้ายโจมตีเป้าหมายทางการเมืองและทางทหารของโคลัมเบีย ขณะเดียวกัน สมาชิกของกลุ่มนี้หลายคนประกอบ อาชญากรรม อาทิ ลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ (เหยื่อ รวมทั้งชาวต่างชาติในโคลัมเบีย) และปล้นธนาคาร นอกจากนั้น ยังลักลอบค้ายาเสพย์ติด โดยมีเครือข่ายการเชื่อมโยง ที่มีประสิทธิภาพยิ่ง

          เหตุการณ์ก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดในห้วงเวลาปัจจุบัน สมาชิก กลุ่มฟาร์คประมาณ 300 คน ใช้จรวดที่ประดิษฐ์ขึ้นเองระดมยิงโจมตีสถานีตำรวจในรัฐอันติโอเกียตะวันตก (Western Antioquia State) ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน (30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2542) ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 9 คนได้รับบาดเจ็บ 8 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 9 คน พลเรือนเสียชีวิต 8 คน (รวมทั้งเด็ก 4 คน) นอกจากนี้ยังทำความเสียหายอย่างมากแก่บ้านเรือนและร้านค้าที่อยู่ในบริเวณเดียวกับสถานี ตำรวจเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กลุ่มนี้กำลังเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลของ ประธานาธิบดีอันเดรส ปาสตรานา (Andres Pastrana) แต่ยังไม่บรรลุข้อตกลงใด ๆ ระหว่างกัน ก่อนหน้านี้ กลุ่มฟาร์ค บุกจับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารรวม 450 คน เป็นตัวประกัน เพื่อใช้ต่อรองกับทางการโคลัมเบีย

          ทางการโคลัมเบียคาดว่ากลุ่ม ฟาร์คมีกำลังติดอาวุธจำนวนประมาณ 3,000 คน และผู้ให้การสนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตชนบท สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในโคลัมเบีย แต่บางครั้ง กลุ่มนี้ก็เข้าไปก่อการร้ายในเวเนซูเอลา ปานามา และเอกวาดอร์ โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากต่างประเทศ

 


ภูมิภาคแอฟริกา [TOP]

1. กลุ่มอัล กามัท อัล อิสลามิยา (al-gama'at al-Islamigy) หรือกลุ่มอิสลามิก (Islamic group)
2. กลุ่มอัล ญิฮัด (al Jihad) หรือกลุ่มแนวหน้าแห่งชัยชนะ (Vanguards of Conquest) หรือทาลัล ฟาเตห์ (Talaa' Fateh)
3. กลุ่มอิสลามติดอาวุธ (Armed Islamic Group) หรือกลุ่ม จีไอเอ (GIA)


1. กลุ่มอัล กามัท อัล อิสลามิยา (al-gama'at al-Islamigy)
หรือกลุ่มอิสลามิก (Islamic group)
          กลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2513 โดยรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ และไม่ปรากฎผู้นำกลุ่ม ที่โดดเด่น แต่ก็มี ชีค อูมาร์ อาบัด อัลราห์มาน (Shaykh Umar abd al-Rahman) เป็นผู้นำด้านจิตใจ (spiritual leader) วัตถุประสงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอียิปต์ นำโดยประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก และจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นแทน

          กลุ่มอิสลามิก ก่อการร้ายต่อเป้าหมายเจ้าหน้าที่ด้านรักษา ความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่รัฐบาล อียิปต์ นอกจากนั้นยังโจมตีเป้าหมายชาวอียิปต์ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคอบติก และผู้ที่คัดค้านแนวทางมุสลิมหัวรุนแรง ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มอิสลามิก โจมตีนักท่องเที่ยวต่างชาติใน อียิปต์หลายครั้ง สำหรับปฏิบัติการที่สำคัญคือ เมื่อมิถุนายน 2538 กลุ่มดังกล่าวมีส่วนรับผิดชอบในความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีมูบารัก ขณะเดินทางไปร่วมการประชุมองค์การเอกภาพแอฟริกา ที่กรุงแอดิส อะบาบา เมืองหลวงของเอธิโอเปีย

          ทางการอียิปตไม่มีรายงานที่แน่ชัดถึงกำลังของกลุ่มอิสลามิกแต่ก็คาดว่ากลุ่มนี้มีสมาชิกติดอาวุธ จำนวนหลายพันคน และมีผู้สนับสนุนอีกหลายพันคนเช่นกัน โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของอียิปต์ และเข้ามาปฏิบัติการหลายครั้งในกรุงไคโร และอเล็กซานเดรีย ส่วนความช่วยเหลือจากต่างประเทศนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่รัฐบาลอียิปต์ก็คาดว่า กลุ่มอิสลามิกได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน ซูดาน และกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอื่น ๆ อีกหลายกลุ่ม

2. กลุ่มอัล ญิฮัด (al Jihad) หรือกลุ่มแนวหน้าแห่งชัยชนะ (Vanguards of Conquest) หรือทาลัล ฟาเตห์ (Talaa' Fateh)
          กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 ปัจจุบันแยกออกเป็นหลายกลุ่ม (อย่างน้อย 2 กลุ่ม) โดยกลุ่มดั้งเดิมนำโดยนายอับบัด อัลซูมาร์ (Abbud al - Zumar) ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในอียิปต์ ส่วนอีกกลุ่มเรียกชื่อว่ากลุ่มแนวหน้าแห่งชัยชนะ (Vanguards of Conquest) นำโดยดอกเตอร์ ไอมาน อัล ซาวาฮิรี (Dr. Ayman al-Zawahiri) ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่นอกอียิปต์ โดยไม่ปรากฏถิ่นพำนักที่แน่นอน กลุ่มอัลญิฮัด นับถือชีค อูมาร์ อาบัด อัล ราห์มาน ว่าเป็นผู้นำด้านจิตใจ เช่นเดียวกับกลุ่มอัลกามัท อัล อิสลามิยา วัตถุประสงค์ของกลุ่มอัล ญิฮัดนั้นต้องการโค่นล้มรัฐบาลอียิปต์ของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก และจัดตั้งรัฐมุสลิมขึ้นแทน

          กลุ่มอัล ญิอัด ีความชำนาญพิเศษในการโจมตีด้วยอาวุธต่อ เป้าหมายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ รัฐบาลอียิปต์ ปฏิบัติการที่สำคัญคือ การสังหารประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต เมื่อปี 2524 กลุ่มอัล ญิอัด แตกต่างกับกลุ่มอัลกามัท อัล อิสลามิยา ที่มุ่งโจมตีเป้าหมายเจ้าหน้าที่ระดับล่างและระดับกลาง รวมทั้งชาวอียิปต์ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคอบติก และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกลุ่มอัล ญิฮัด โจมตีเฉพาะเจ้าหน้าที่ ระดับสูง และบุคคลสำคัญ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีอียิปต์เท่านั้น กลุ่มอัล ญิฮัด อ้างความรับผิดชอบในการลอบ สังหารนายฮัสซัน อัล อัลฟี (Hassan al-Alji)

          เมื่อสิงหาคม 2536 และนายอาเตฟ เซทกี้ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอียิปต ์ เมื่อพฤศจิกายน 2536
          รัฐบาลอียิปต์ ไม่มีรายงานจำนวนสมาชิกของกลุ่มอัล ญิฮัด แต่คาดว่ามีสมาชิกติดอาวุธหลายพันคน และผู้สนับสนุนอีกหลายพักคน นอกจากนั้นยังมีสมาชิกอยู่นอกอียิปต์ ได้รับการช่วยเหลือจากอิหร่าน ซูดาน และกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในอัฟกานิสถาน

3. กลุ่มอิสลามติดอาวุธ (Armed Islamic Group) หรือกลุ่ม จีไอเอ (GIA)
          กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในแอลจีเรีย ต้องการโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบันของแอลจีเรีย และจัดตั้งรัฐบาลมุสลิมขึ้นแทนที่ กลุ่มจีไอเอ เริ่มปฏิบัติการก่อการร้ายตั้ง แต่ต้นปี 2535 หลังจากรัฐบาลทหาร ในขณะนั้นไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งแนวร่วมเพื่อการกอบกู้อิสลาม (Islamic Salvation Front - IS) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด

          ในแอลจีเรีย ประสบชัยชนะ ได้รับเลือกมากที่สุด กลุ่ม จีไอเอ ปฏิบัติการอย่างโหดเหี้ยมติดต่อกันโดย โจมตีเป้าหมายพลเรือน นักหนังสือพิมพ์ และชาวต่างชาติในแอลจีเรีย ในช่วงปี 2540 กลุ่มจีไอเอ ปฏิบัติการสังหารหมู่พลเรือนในเขตชนบท ละบางครั้งรุนแรงถึงขนาดสังหารประชาชนทั้งหมู่บ้านอย่างโหดเหี้ยม หลังจากประกาศจะก่อการร้าย ต่อชาวต่างชาติในแอลจีเรียเมื่อปี 2536 แล้ว กลุ่มจีไอเอ ได้สังหารชาวต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป) ไปแล้วมากกว่า 100 คน สำหรับวิธีการก่อการร้ายนั้น ส่วนใหญ่เป็น การลอบสังหาร ลอบวางระเบิด รวมทั้งการวางระเบิดในรถยนต์ (car bomb) แต่ที่โหดเหี้ยมมากคือ การสังหารเหยื่อด้วยการตัดคอหรือเชือดคอ กลุ่มจีไอเอ คยปล้นยึดเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เมื่อธันวาคม 2537 และลอบวางระเบิดสถานที่สาธารณะ และสถานีรถไฟใต้ดินของฝรั่งเศส หลายครั้งอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2538

          สำหรับกำลังติดอาวุธและจำนวน สมาชิกของกลุ่มจีไอเอ ยังไม่ปรากฏรายงานที่แน่ชัด แต่ก็คาดว่าจะม ีหลายร้อยหรือหลายพันคน โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้เห็นอกเห็นใจในต่างประเทศด้วย ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอยู่ในประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งให้การช่วยเหลือกลุ่มจีไอเอ ทั้งด้านการเงินและการส่งกำลังบำรุง นอกจากนั้น รัฐบาลแอลจีเรีย กล่าวหาว่าอิหร่านและซูดานให้การสนับสนุน กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในแอลจีเรีย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรีย และอิหร่านตึงเครียดตั้งแต่มีนาคม 2536