ฝิ่น/ มอร์ฟีน/ ยาระงับประสาท/ยากล่อมประสาท/ยาหลอนประสาท
 
ชาวเขากับการปลูกฝิ่น
ดอกฝิ่น
ฝิ่น
   
 
   ราวศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้นำฝิ่นเข้าไปยังประเทศจีน ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ชาวเขาซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจึนได้รับเอาวิธีการเสพและปลูกฝิ่นไว้ ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทางเรือกับประเทศจียเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา การค้าฝิ่นเริ่มแพร่หลายเข้ามา สังคมไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาเริ่มปรากฎปัญหาการเสพฝิ่นอันเนื่องมาจากผู้เสพฝิ่นไม่เป็นอันทำมาหากิน ทหารไม่มีกำลังรบ ซึ่งถึงแม้จะมีการห้ามปรามการซื้อขายและปลูกฝิ่นในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่สามารถยุติการลักลอบค้าฝิ่นได้ ความซับซ้อนของการค้าฝิ่นได้เป็นภาระหนักของการปราบปรามตลอดมา สมัย ร.5 มีพระราชประสงค์ให้มีการเลิกสูบฝิ่นภายในประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ภาษีฝิ่นเป็นรายได้ประมาณหนึ่งในห้าของรายได้ทั้งหมดของประเทศ ต่อมาได้มี พ.ร.บ.ภาษีฝิ่น พ.ศ.2414 และ เมื่อ พ.ศ.2449 ได้มีการจัดตั้งกรมฝิ่นหลวงขึ้นเพื่อควบคุมการจำหน่าย รวมทั้งการเสพฝิ่น มีการออกใบอนุญาตให้แก่ห้างร้านที่จำหน่ายฝิ่นให้แก่ผู้เสพ
   ระหว่าง ธ.ค.2508- มี.ค. 2509  ได้มีการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นในประเทศไทย พบว่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้ปลูกฝิ่นจำนวน 112,000 ไร่ ผลผลิตฝิ่นประมาณ 145.5 ตัน
   ลักษณะทั่วไป ฝิ่นเป็นพืชล้มลุก ปลูกมากในเขตพื้นที่ที่เป็นภูเขาระหวางพรมแดนประเทศไทย-ลาว-พม่า ที่เรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ เมื่ออผลฝิ่นสุก จะเก็บเกี่ยวยางฝิ่นโดยใช้มีดกรีดที่ผล ยางฝิ่นสุก จะเป็นสีขาวขุ่น ทิ้งไว้ในอากาศจะเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็นเขียว รสขมยางที่ได้เรียกฝิ่นดิบ และหากนำฝิ่นดิบมาต้ม เคี่ยวหรือหมักจะได้ฝิ่นสุก มีสีน้ำตาลไหม้ปนดำ
   อาการของผู้เสพ ผู้ที่เสพฝิ่นขณะที่เสพฝิ่นเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการจิตใจเลื่อนลอย ซึมง่วง พูดจากวกไปวนมา อารมณ์ดี ความคิดและการตัดสินใจเชื่องช้า    ผู้ที่เสพติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สุขภาพร่างกายจะทรุดโทรม ตัวซีดเหลือง ซูปผอม ดวงตาเหม่อลอย ริมฝีปากเขียวคล้ำ อ่อนเพลียง่าย ซึมเศร้า ง่วงเหงาหาวนอน เกียจคร้าน ไม่รู้สึกตัว ชีพจรเต้นช้า อารมณ์แปรปรวนง่วย พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย ความจำเสื่อม และหากไม่ได้เสพฝิ่น เมื่อถึงเวลาจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำมูกน้ำตาไหล ม่านตาขยายผิดปกติ ปวดตามกล้ามเนื้อตามกระดูก ปวดบิดในช่องท้องรุนแรง อาเจียน หายใจลำบาก อาจชักและหมดสติได้
 
   
มอร์ฟีน
มอร์ฟีน
   
 
   จากการลักลอบจำหน่ายฝิ่นได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเดิม โดยการผ่านทางยารักษาโรคซึ่งเรียกกันว่า ยาอี๋ รวมทั้งปรากฎการใช้มอร์ฟิน ซึ่งนำเข้ามาในประะเทศโดยวงการแพทย์สำหรับเป็นยาแผนปัจจุบัน จึงได้ถูกนำไปเสพแทนฝิ่น มีการลักลอบค้ามอร์ฟีนผ่านร้านขายยาของชาวต่างประเทศ จน พ.ศ.2451 รัฐบาลได้ประกาศห้ามนำยามอร์ฟีนเข้าประเทศ
  ลักษณะทั่วไป เป็นสารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากฝิ่น มีลักษณะเป็นผงสีขาวนวล สีครีม สีเทา ไม่มีกลิ่น รสขม ละลายน้ำง่าย (มอร์ฟีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522) มีฤทธิ์ในการกดประสาทและสมองรุนแรงว่าฝิ่น ประมาณ 8-10 เท่า เสพติดได้ง่าย มีลักษณะต่างกัน เช่น อัดเป็นเม็ด เป็นผง เป็นแท่งสี่เหลี่ยมมีตรา 999 หรือ OK และชนิดน้ำบรรจุหลอด สำหรับใช้เป็นยาฉีดระงับอาการปวดในโรงพยาบาล
  อาการของผู้เสพ ผู้ที่เสพระยะแรกฤทธิ์ของมอร์ฟินจะช่วยลดความวิตกกังวล คลายความเจ็บปวดต่างๆ ตามร่างกาย ทำให้มีอาการง่วงนอนและหลับง่าย แต่หากเสพจนเกิดติดฤทธิ์ของมอร์ฟินจะทำให้ผู้เสพมีอาการเหม่อลอย เซื่องซึมจิตใจเลื่อนลอย เกียจคร้าน ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบกาย สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอมและเมื่อไม่ได้เสพจะเกิดอาการกระวนกระวาย ความคิดสับสนพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล หวาดระแวง หูอื้อ นอนไม่หลับ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางคน อาจชักและหมดสติในที่สุด
 
   
ฝิ่นสุก
ยาระงับประสาท
   
 
  ลักษณะทั่วไป ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการตั้งแต่ สงบ ง่วง ไปจนถึงหลับ ตามความแรงของยาทางการแพทย์ใช้ยานี้เพื่อลดความเครียด ตื่นเต้นกังวล ทำให้หลับ ตลอดจนใช้ระงับอาการชักจากสาเหตุต่างๆ และใช้รักษาโรคจิตบางประเภทด้วย ชนิดของยาระงับประสาทและยานอนหลับที่เสพติดกันมีหลายชนิด แต่ชนิดที่ก่อให้เกิดปัญหาการเสพติดได้มาก คือเซโคบาร์บิทาล หรือเซโคบาล หรือที่เรียกกันทั่วไป ไปว่า ไก่แดง ปีศาจแดง เป็ดแดง เหล้าแห้ง เป็นต้น การเสพยานี้มักใช้วิธีกิน แต่อาจใช้วิธีฉีดก็ได้
  อาการของผู้เสพ ผู้เสพติดจะมีอาการมึนงง ใจคอหงุดหงิด ความรู้สึกเลื่อนลอย มีความกล้าอย่างบ้าบิ่น สามารถทำร้ายตนเองได้ ก้าวร้าวผู้อื่นบางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตนเองโดยการกรีดท้องแขน กล้าเปลื้องเสื้อผ้า เพื่อเต้นโชว์ เป็นต้น
  โทษที่ได้รับ อาจทำให้เสพติด มีโรคหรืออาการบางอย่างได้ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ท้องผูก ฯลฯ และถ้าเสพยามากเกินขนาดอาจทำให้ตายได้ เมื่อร่างกายขาดยา ผู้เสพติดจะมีอาการหงุดหงิด วิตกกังวล อ่อนเพลีย ถ้าอาการรุนแรงมากอาชชักได้ ดังนั้น ผู้เสพติดยาระงับประสาท และยานอนหลับอื่นๆ หากขาดยาอาจชักและถึงตายได
 
   
ยาระงับประสาท/กล่อมประสาท
ยากล่อมประสาท
   
 
  ยาที่นิยมใช้ในการรักษาอาการวิตกกังวลได้แก่ ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีฟีน ซึ่งได้แก่ ยาพวกไดอะซีแพม ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์โดยไปกดสมองส่วนกลาง ทำให้ลดความตรึงเครียดวิตกกังวลได้ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น ยากลุ่มนี้นับได้ว่าเป็นยาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดมากที่สุดตัวหนึ่ง
   การใช้ยาประเภทนี้ต้องระวังผลในการกดประสาทจึงไม่ควรรับประทานพร้อมกับเหล้า หรือยากดประสาทชนิดอื่นๆ เพราะจะทำให้สมองถูกกดมากเกินไป อาจทำให้เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ เพราะจะกดศูนย์การหายใจ นอกจากนี้ขณะใช้ยาไม่ควรขับรถ หรือทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกลเพราะอาจเกิดอันตรายได้เนื่องจากร่างกายไม่อยู่ในภาพตื่นตัวเต็มที่
   อาการที่ผู้เสพ ยานี้โดยทั่วไปมีพิษค่อนข้างต่ำ แต่อาจมีอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการเกิดขึ้นได้ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง วิงเวียนศรีษะ สมรรถภาพทางเพศลดลง ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น
   โทษที่ได้รับ ยาพวกนี้หลายตัวที่ออกฤทธิ์อยู่นาน การใช้ยานี้บ่อยๆ หรือทุกวัน อาจทำให้เกิดการสะสมของยาภายในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการเมาค้าง การใช้ยานี้ติดต่อกันหลายๆ สัปดาห์ เมื่อหยุดยาอาจมีอาการเหมือนกันติดยาเกิดขึ้น เช่น มือสั่น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ และอาจมีอาการซึมเศร้า
 
   
 
ยาหลอนประสาท
   
 
  สารกลุ่มนี้อาจได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีหรือพืชบางชนิด สารและพืชพวกนี้ เช่น แอล เอส ดี เห็ดขึ้ควาย ลำโพง เป็นต้น สารพวกนี้มีผลต่อประสานการรับรู้และความคิดโดยตรง สามารถทำให้ประสาทการรับรู้ทำงานผิดปกติ กฎหมายจัดไว้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท ห้ามนำเข้า ส่งออก ซื้อขายอย่างเด็ดขาด
   อาการที่ผู้เสพ มีอาการประสาทหลอนทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง หรือประสาทหลอนทางใจได้ จึงมีผลให้ผู้เสพติดเกิดความรู้สึกเพ้อฝัน มีความเคลิบเคลิ้ม ตื่นเต้น หรือหวาดเสียว หูแว่ว
   โทษที่ได้รับ ผู้เสพติดมักพบมีอาการฝันเฟื่อง เห็นแสงสีวิจิตพิสดาร หูแว่ว ได้ยินเสียงประหลาด หรืออาจมีอาการหวาดกลัว เกิดความสับสนหวาดระแวงและกังวล บางรายอาจเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัวร่วมด้วย บางรายอาจมีความคิดว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ มีกำลังมหาศาลเช่น กระโดดตึกเพราะคิดว่าเหาะได้ ถูกรถชนเพราะคิดว่ารถกำลังหยุด เป็นต้น ท้ายที่สุดผู้เสพติดเหล่านี้ มักป่วยเป็นโรคจิต สำหรับผลกระทบอื่นทางร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อุณหภูมิร่างกายสูง ม่านตาขยาย น้ำตาลในเลือกสูง หายใจไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ