Select language
 
 
ห้องเรียน
Username
Password
 
 
เมนูหลัก
    ระเบียบการใช้งานศูนย์ ฯ
    ระเบียบของศูนย์ ฯ
    ปัญหาการเข้าใช้บทเรียน
    คู่มือดิจิตอล
    แก้ปัญหาการใช้งานเวป
    ตรวจสอบลงทะเบียนชุดวิชา
    ข่าวประชาสัมพันธ์
    ตรวจสอบข้อมูล MIS
    แบบฟอร์มต่าง ITDS
    บทความวิชาการ
 
Counter

วันนี้มีคนเข้าชม : 1

เมื่อวานนี้มีคนเข้าชม : 1
เดือนนี้มีคนเข้าชม : 3,843
ปีนี้มีคนเข้าชม : 96,143
ปีที่แล้วคนเข้าชม : 2,601,343

เข้าชมลำดับที่

เริ่มใช้งาน : 28 กรกฎาคม 2551
(New Counter System)
 
ตารางห้องคอมพิวเตอร์ ITDS

ตารางใช้ห้องคอม จันทร์-ศุกร์,
เสาร์-อาทิตย์

อัตราค่าบริการห้องคอมพิวเตอร์
 
แผนผังศูนย์ ITDS
    
 
วัยรุ่นคือวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

วัยรุ่นคือวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง หากรู้จัก..รู้ใจ..ลูกวัยทีน..สิ่งเลวร้ายก็จะไกลจากครอบครัวไทย

เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สรีระร่างกาย ฮอร์โมน และพฤติกรรมต่างๆ แต่พวกเขายังคงต้องการความรัก ความเข้าใจ การดูแลเอาใจใส่ และจากผู้เป็นพ่อเป็นแม่ และคนใกล้ชิด หากพวกเขาขาดสิ่งเหล่านี้ไป ภัยร้ายต่างๆ ที่คุณไม่คาดคิดอาจเข้ามาทำร้ายลูกที่คุณรักได้

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ฮอร์โมน และพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวลมาก คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงอารมณ์ ในเชิงของสังคม และการปรับตัวของวัยรุ่น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจเกิดความหวั่นไหวและไม่มั่นใจในการเลี้ยงดูพวกเขา การที่เด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นแต่ยังไม่กลมกลืนนัก จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการปรับตัว จากการศึกษาพบว่าทุกครอบครัวจะมีความกังวล กระสับกระส่ายมากขึ้นเมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เราพบว่าเด็กในยุคนี้เข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเร็วขึ้น (อายุประมาณ 9-10 ปี ก็เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว)

สาเหตุการก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าสมัยก่อนนั้นเป็นเพราะภาวะทางโภชนาการที่ดีขึ้น ทำให้เด็กเจริญเติบโตเร็วขึ้น การที่วัยของพ่อแม่กับลูกห่างกัน เกิดเป็นช่องว่างระหว่างกัน บวกกับการก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเร็วขึ้น ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ความไม่มั่นใจสูงขึ้นต่อคุณพ่อคุณแม่ จนทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจพวกเขา

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้พัฒนาการของวัยรุ่นเกิดพลิกผัน ไม่สามารถเดินไปตามทิศทางที่เหมาะสมได้ หัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤติมากที่สุดของวัยรุ่นที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ คือ เมื่อลูกอยู่ในช่วงจบประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 (มัธยมต้น), จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (มัธยมต้น)ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (มัธยมปลาย) และมัธยมศึกษาปีที่ 6 (มัธยมปลาย) เข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละช่วงจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น โดยเฉพาะในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) เด็กจะเกิดความสับสนในเรื่องต่างๆ

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทนในการรับฟังความรู้สึกของลูกเมื่อเวลาเขาเข้ามาพูดคุย หากลูกของท่านกำลังเคร่งเครียดอยู่กับการเรียน การอ่านหนังสือเตรียมสอบ คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องรู้ว่า ลูกเรากำลังเรียนรู้กับปัญหาต่างๆ อยู่ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปประคับประคองจิตใจของเขา 

คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่าเด็กที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั้นเป็นวัยที่ไม่ต้องการคำสั่งจากผู้ใหญ่ เช่น อย่าทำอย่างนั้น อย่าเครียดมากนักลูก เป็นต้น เด็กต้องการให้พ่อแม่สะท้อนความรู้สึกของเขาออกมา เช่น เมื่อลูกมีเรื่องไม่สบายใจสามารถบอกพ่อกับแม่ได้นะ การเลือกใช้วิธีการสื่อสารนั้นต้องเข้าใจว่าลูกอยู่ในอารมณ์ใด แล้วเสริมทางเลือกให้กับเขาซึ่งอาจจะเป็นแรงจูงในให้ลูกเราออกจากความกังวลที่มีอยู่ก็ได้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจให้กับลูก เพื่อให้ลูกกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้

การดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูกไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูก แต่รูปแบบการใส่ใจจะต้องแปรเปลี่ยนไปตามวัยและพัฒนาการของลูก เพื่อให้ลูกรู้จักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีการเรียนรู้ รู้จักแพ้ ? ชนะ และเมื่อลูกจะต้องเผชิญกับปัญหาเขาก็สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้ ไม่ควรส่งเสริมลูกในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว เช่น ไม่ควรให้ลูกรู้จักแต่การเอาชนะเพียงอย่างเดียว หรือให้รู้จักแต่ความสมหวังเพียงอย่างเดียว เพราะในชีวิตคนเราจะต้องมีแพ้ มีชนะ มีสมหวังและผิดหวัง ไม่มีใครดีเจอแต่สิ่งดีๆ เพียงด้านเดียว

มีผู้ใหญ่หลายๆ คนที่คิดว่า วัยรุ่น เป็นวัยที่เข้าใจยาก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้น ภาษาที่ใช้พูดกันแปลกๆ แต่อยากจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่าไม่ต้องตื่นเต้น การที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้เด็กเป็นวัยรุ่นเร็วขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องปรับตัว เข้าไปสู่ในโลกของวัยรุ่นบ้าง เช่น เราอาจจะชอบฟังเพลงสุนทราภรณ์

ในขณะที่ลูกเราฟังเพลงสมัยใหม่ เราก็ต้องหัดฟังเพลงแนวที่ลูกเราฟังบ้าง การปรับตัวของพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะพ่อแม่มีพื้นฐานชีวิตมากกว่าลูก ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เรามีความรู้มากกว่า ประสบการณ์ชีวิต เรามีความมั่นคงในอารมณ์มากกว่า คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมว่าเราเองก็เคยผ่านการเป็นวัยรุ่น มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกับลูกของเรา แต่อาจจะแตกต่างในเรื่องของยุคสมัยเท่านั้น ดังนั้นหากเข้าใจเช่นนี้แล้วเมื่อมีการพูดคุยกันก็จะเข้าใจ สามารถใช้เหตุผลได้ บอกลูกว่าอะไรถูกอะไรผิด เด็กก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจพวกเขา และเกิดความไว้วางใจที่จะเข้าหาเรา

?หากเปรียบสังคมเหมือนขบวนรถด่วน เราจะเห็นว่ามีรถด่วนหลาย ๆ ขบวนที่วิ่งผ่านหน้าเราไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นขบวนสายเดี่ยว ขบวนไม่มีสาย เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามาหาลูกเรา โดยมีเพื่อน มีสมาคม มีโลกส่วนตัว เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ว่าอยากให้ลูกกระโดดเข้าไปบนขบวนรถด่วน หรือต้องการให้ลูกกระโดดออกจากขบวนรถด่วนนั้นเป็นครั้งคราว หรือจะปล่อยให้ลูกไปคนเดียว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ว่าต้องการอย่างไร หากไม่ให้ลูกกระโดดขึ้นรถเลย ลูกก็จะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง ลูกเราอาจจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาก็ได้ หากกระโดดไปเลยก็อาจจะเตลิดไปจนเราไม่สามารถตามเขากลับมาได้ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องให้ลูกกระโดดขึ้นไปบ้างโดยเราอาจจะกระโดดขึ้นไปกับลูกเป็นครั้งคราว?

การสร้างความเข้าใจกับลูกวัยรุ่นโดยมีการประสานสัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียน สามารถปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้โดยอาศัยกลไกที่โรงเรียนจัดขึ้น และบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ในการเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน และผู้ปกครองในโรงเรียนเดียวกับคือ ผู้ปกครองแต่ละคนต้องเข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, การนำความสามารถของผู้ปกครองเข้ามาช่วยเหลือทางโรงเรียน โดยตั้งเป็นสมาคมครูผู้ปกครอง เช่น หากผู้ปกครองท่านหนึ่งมีความรู้ทางจิตวิทยาการเลี้ยงลูก อาจจะเข้ามาให้คำปรึกษาอาจารย์ หรือเด็กคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูก ทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างผู้ปกครอง โรงเรียน และเด็ก เป็นการนำความสามารถของผู้ปกครองเข้ามาช่วยเหลือทางโรงเรียน

ปัจจุบันสิ่งที่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาด คือ การแนะแนวทางชีวิตให้กับเด็กๆ ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบ ได้จัดให้มีห้องกุหลาบขาว โดยจะให้ครูซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของเด็กประจำอยู่ที่ห้องนี้ ห้องนี้ไม่ใช่ห้องสอนหนังสือ แต่เป็นห้องสอนชีวิต เนื่องจากเด็กที่มาเรียนนั้นมีสภาพที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งห้องนี้จะเป็นห้องที่เด็กที่เกิดปัญหาเข้ามาอยู่รวมกัน ทำให้เด็กอยู่ในสภาพที่ปกติ และกลับไปเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข ซึ่งกลไกเช่นนี้ทุกโรงเรียนควรจะต้องมี และกลไกที่อยากจะให้ทุกโรงมี คือ ผู้ปกครองประจำชั้น มีการพูดคุยปรึกษาระหว่างผู้ปกครองด้วยกัน คอยให้คำปรึกษาแก่กันและกัน

สำหรับปัญหาเรื่องพฤติกรรมของลูกในช่วงวัยรุ่นนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูก ได้แก่ พฤติกรรมที่เป็นรูปธรรม สามารถจับต้อง สัมผัสได้ และพฤติกรรมที่เป็นความรู้สึก เมื่อทราบถึงพฤติกรรมเหล่านั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าหาลูกเพื่อบอกความรู้สึกของพ่อแม่เกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูก แต่ไม่ใช่การห้าม หรือดุด่า แต่จะต้องบอกถึงความรู้สึก ผลกระทบ และช่องทางที่อยากให้ลูกปฏิบัติ ซึ่งจะต้องเป็นช่องทางที่ลูกสามารถทำได้ และพ่อแม่เองก็รับได้โดยทั้งสองฝ่ายโดยไม่รู้สึกอึดอัด การที่พ่อแม่กลับมามองความรู้สึกของลูกให้มาก โดยใช้ความรู้สึกของความเป็นพ่อเป็นแม่เลี้ยงดู ให้ความรัก ความเข้าใน คอยให้คำปรึกษา มันจะมีค่ามากกว่าเงินที่พ่อแม่ให้กับลูกหลายร้อยเท่า และคุณจะได้ลูกที่น่ารักอยู่กับคุณตลอดไป

 

แนะนำ : แสดงผลที่ 1024x768 ด้วย Internet Explorer 5.5 ขึ้นไป

Copy right(c)2002
ศูนย์พัฒนาและบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
Information Technology Development and Service Center
Phranakhon Rajabhat University

Power by : Integrated Intelligent Engine
Support Window XP SP2